คุณชาญวิทย์ : คำว่า “ชาติพันธุ์” กับ “ชนเผ่าพื้นเมือง” นี้เป็นประเด็นปัญหาอย่างไร ทำไมคิดไปถึงขนาดอย่างนั้นครับ
ผศ.สุนี : ถ้าพูดแบบง่าย เขาก็จะบอกว่าเพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้แค่คำว่า “ชาติพันธุ์” ในมาตรา 70 ซึ่งความเป็นจริงแล้วพี่น้องสภาชนเผ่าฯ ไปเสนอตั้งแต่ต้นแล้วตอนร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้ใช้คำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” ด้วย แต่เมื่อไม่ใช้ก็เลยกลายเป็นเหมือนจะมาถูกบล็อก คนไม่เข้าใจก็เลยนึกว่า อ๋อ…ก็นี่ไงมันมีแค่คำว่า “ชาติพันธุ์” จึงไม่ใช้คำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง”
สอง บางท่านในกระทรวงต่างประเทศเคยไปพูดว่าประเทศไทยไม่มีชนเผ่าพื้นเมือง เพราะไปนึกถึงคำว่าชนเผ่าพื้นเมืองของการบุกอาณานิคมเหมือนอย่างที่เรายกตัวอย่าง อินเดียนแดง อะบอริจิน ใหญ่ๆ อย่างนั้น เพราะฉะนั้นอ้าว…ประเทศไทยไม่มีนะที่เรามาบุกยึดดินแดนของเขา คือหมายถึงคนไทยมาบุกรุกดินแดนเหมือนอย่างที่ยกตัวอย่างอเมริกาหรือออสเตรเลีย เพราะฉะนั้นเขาไม่เข้าใจก็ตัดตอนนิดหนึ่ง ด้วยการบอกว่าประเทศไทยไม่มีชนเผ่าพื้นเมือง แต่ถ้าเรามาดูนิยามชัดๆ นะ ขออนุญาตที่จะอธิบายนิดหนึ่ง เราจะคุ้นคำว่า “เชื้อชาติ” สมัยก่อนจะกรอกอะไรต่ออะไร คำว่า “เชื้อชาติ” กับ “สัญชาติ” ตั้งแต่เด็กมา

ภาพจาก FB : สุนี ไชยรส
ตอนนี้สังเกตไหมว่าคำว่า “เชื้อชาติ” เขาไม่ค่อยถามกันแล้ว หรือถ้าถาม บางที่คนก็จะอนุมานว่าทุกคนต้องใส่คำว่าเชื้อชาติไทย คุณไม่มีสิทธิจะมาบอกว่า เชื้อชาติกะเหรี่ยง ใช่ไหมคะ รัฐบาลไทยคงไม่รับ แต่ว่าจริงๆ คำว่าเชื้อชาติก็ไม่ใช่ว่าเราอยากจะได้นะแต่เพียงจะยกตัวอย่างว่า “คำว่าเชื้อชาติมันหมายถึงผู้คนซึ่งแสดงถิ่นที่อยู่ด้วยกันมา มีเอกลักษณ์ มีภาษา มีร่างกาย สีผิวอะไรของเขา กลุ่มหนึ่ง เรียกว่า “กลุ่มเชื้อชาติ” ซึ่งก็มีเอกลักษณ์ของเขาเหมือนกัน ตอนหลังมาทางวิชาการใช้คำว่า “กลุ่มชาติพันธุ์” คือคนทุกคนล้วนสังกัดกลุ่มชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่ง” เช่น คนจีน คนมอญ คนไทย คนอื่นๆ คือทุกคนล้วนจะมีรากเหง้าอย่างใดอย่างหนึ่งที่อยู่ตรงนั้น กะเหรี่ยงอะไรอย่างนี้ แต่ในเชิงของสหประชาชาติจะไม่มีการใช้คำว่า “เชื้อชาติ” และ “ชาติพันธุ์” จะใช้คำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” ที่มาประกาศเอกสารทางการ เช่น พวกปฏิญญาเองก็ตาม หรือของหลายหน่วยงาน เพราะอะไรเพราะว่าทุกคนล้วนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่งในทางกายภาพมานุษยวิทยา แต่ชนเผ่าพื้นเมืองที่สหประชาชาติบอกว่ามีอยู่เยอะแยะ 7,000 กว่าภาษา หลายร้อยล้านนี่หมายถึงกลุ่มคนที่อยู่ในสภาวะที่ถ้าคำง่ายๆ เขาเรียกว่าถูกครอบงำ ไม่ใช่ในทางหลัก เช่น ในประเทศจีน คนจีนเป็นหลักของประเทศจีน เขายังอยู่ในสถานะเป็นหลักของประเทศนั้นๆ เขาไม่ได้ถูกครอบงำถูกกดขี่ถูกแย่งยึดที่ดิน หรือเสี่ยงต่อการสูญเสียภาษา เอกลักษณ์ แต่ว่าชนเผ่าของจีนอีกมหาศาลก็มีเยอะแยะซึ่งได้รับการคุ้มครองในความเป็นชนเผ่าที่ต่างกัน ของเราก็เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ปฏิเสธคำว่า “ชาติพันธุ์” ในร่างกฎหมายนี้เราขอใช้คำว่า “กฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง” เพื่อจะบอกว่าไม่ได้ทิ้ง กฎหมายชนเผ่าไม่ได้ต้องการอภิสิทธิ์ให้กับชนเผ่าพื้นเมือง แต่หมายถึงว่าต้องการจะบอกว่าคุ้มครองทุกคนในความเป็นชาติพันธุ์มีสิทธิขั้นพื้นฐานร่วมกันหมดในกฎหมายฉบับนี้ แต่ชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งมีอยู่อย่างน้อย 40-50 กลุ่มเท่าที่ปรากฏตัวและยอมรับตัวเองนี้ กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงเพราะว่าเสี่ยงที่จะถูกไล่ที่ แย่งยึดที่ออกจากป่าจากวิถีชีวิตเดิม เสี่ยงที่จะถูกละเลยภาษา แม้แต่กลุ่มอยู่ในที่ราบที่ ยกตัวอย่างคือ เสี่ยงที่จะสูญเสียภูมิปัญญา สมุนไพร ความมั่นคงทางอาหารของพวกเขา เพราะฉะนั้นกลุ่มเหล่านี้ต้องนิยามออกมาเฉพาะให้สอดคล้องกับสหประชาชาติก็คือ “ชนเผ่าพื้นเมือง” Indigenous Peoples มันต่างกันแค่นี้แต่กฎหมายไม่ได้ให้อภิสิทธิ์ต่อชนเผ่าพื้นเมืองแต่ให้ตระหนักว่ามันมีอยู่ ให้ยอมรับ ให้เคารพ เห็นคุณค่าและความหลากหลาย แล้วก็ปกป้อง เพราะพูดรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 คนจะนึกออกง่าย คือ เราทุกคนอยู่ในกฎหมาย ห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อ ภาษาถิ่นกำเนิดอะไรต่างๆ นี่แหล่ะคือไม่ให้เลือกปฏิบัติต่อกลุ่มชนเผ่า
สาม ต้องมีมาตรการพิเศษเพื่อทำให้พวกเขาที่ด้อยโอกาสในการใช้สิทธิต่างๆ ได้ใช้สิทธิเสมอภาคกับคนอื่น ถ้าย้อนไป มาตรา 27 นี่พวกเราจะไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่เพราะว่าเหมือนเราดูแลคนพิการเหมือนเราดูแลอื่นๆ แต่การที่มีนิยามของชนเผ่าพื้นเมืองมาช่วยบอกว่ายังมีกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ดำรงอยู่ แล้วเราก็ช่วยกันปกป้องคุณค่าความหลากหลายเหล่านี้นะ มันเป็นเสน่ห์ มันเป็นวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนประมาณ 7 ล้านคน ในประเทศอย่างน้อยในประเทศไทย สมมุติอย่างนี้ 2 นิยามนี้แตกต่างแต่ไม่ใช่ว่าทิ้งจากกัน ชนเผ่าพื้นเมืองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ในหลายเรื่องของในที่นี้เช่นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิต คุณต้องสมัครใจเข้ามา คุณต้องเข้าสู่กติกา คุณต้องมีอะไรเยอะแยะมากมายคุณถึงจะได้รับการคุ้มครอง ไม่ได้คุ้มครองโดยอัตโนมัติ
แต่หรือสภากลุ่มชนเผ่าจะมีสภา ตกลงกันแล้วว่าสภาชนเผ่า เผ่าละ 5 คน แล้วก็คำนึงถึงเพศสภาพ เยาวชน ความเป็นธรรมของภาค เพื่อมาเป็นตัวแทนดูแลเรื่องโน้นเรื่องนี้เป็นปากเป็นเสียง ทำงานควบคู่กับคณะกรรมการที่นายกฯ เป็นประธาน จะมีคณะกรรมการแล้วก็มีสภา แล้วก็มีการประกาศพื้นที่คุ้มครอง มีการจัดทำข้อมูลประวัติศาสตร์ให้มันชัดเจนทั้งหมดมันก็ได้เป็นเรื่องเดียวกัน
คุณชาญวิทย์ : ที่ อาจารย์สุนี ได้พูดเรื่องหนึ่งก็คือว่า สหประชาชาติใช้คำนี้ แล้วเราเองก็ตกลงในเรื่องระหว่างประเทศอันนี้ก็ควรจะมีกฎหมายที่ออกตามมา อย่างนั้นด้วยใช่ไหมครับ
ผศ.สุนี : ใช่ค่ะ เพียงแต่ว่าไทยไม่ยอมใช้คำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” จะขอใช้แต่ “กลุ่มชาติพันธุ์” ซึ่งคิดว่าเดี๋ยวคุยกันไปน่าจะลงตัว เพราะว่ามันก็ดูไม่มีเหตุผลอะไรว่า คุณก็ต้องยอมรับว่าไม่งั้นถ้าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เหมือนกันหมดทั่วประเทศ นึกภาพออกไหม ก็ไม่เห็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้ เพราะว่าทุกคนก็ยอมรับว่าคนทุกคนเป็นชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่งโดยไม่ต้องประกาศตัวเองก็ได้ เพราะว่ากลุ่มชาติพันธุ์มันมีความหมายถึง อย่างที่เราพูดหลายคนมักจะบอกว่าตัวเองเป็นชาติพันธุ์อะไร แต่ว่าถ้าย้อนรากเหง้าไปเป็นผสมจีน ผสมมอญ ผสมอะไรก็ตาม แต่ชนเผ่าพื้นเมืองมันมีนัยยะพิเศษมันจึงต้องมีกฎหมายเฉพาะขึ้นมาเพื่อทำให้เรื่องราวมันชัดเจนขึ้น เป็นกลไกเครื่องมือทำให้รัฐกับพี่น้องลดความขัดแย้ง และขณะเดียวกันก็ส่งเสริมเรื่องดีๆ ให้มันเป็นคุณค่าของสังคมไทยร่วมกัน
สังคมไทยยอมรับอยู่แล้วเสน่ห์ของพี่น้องชนเผ่า ทุกคนยอมรับ เพียงแต่ยอมรับในเชิงของอะไร เครื่องแต่งกาย ฟ้อนรำ อาหาร แต่มันไม่พอ นี่คือขยายวงมา แล้วนี่เป็นหลักการประชาธิปไตยก็คือให้เขามีส่วนร่วมด้วย
“คุณจะจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ที่พวกเขาอยู่กันมายาวนาน มีประวัติศาสตร์เป็นร้อยๆ ปี ในหลายๆ ที่ก็ต้องให้เขามีกระบวนการคือพื้นที่คุ้มครองขึ้นมา”
มีคณะกรรมการร่วมในข้อตกลงร่วมดีไหม ลดความขัดแย้งแทนที่จะไล่จับ ไล่จับแล้วเอาไปไหน คุณจะไล่เข่นฆ่าเขาไปไหนกัน ใช่ไหมคะ ความขัดแย้งยาวนานมาหลาย 10 ปีแต่ถ้าเราจัดการได้ดี ช่วยกันคิดมันก็จะทำให้กลไกกรรมการระดับชาติ สภาระดับชาติ แล้วก็พื้นที่คุ้มครองที่เฉพาะเจาะจงว่าคุณเข้ามาตามกติกา คุณไม่อยากเข้าก็ได้
อย่างเช่นมันจะมีคำๆ หนึ่งที่ถกเถียงกันหนัก แต่เข้าใจกันแล้วก็คือ ใครจะเป็นชนเผ่า คุณอย่ามาให้ใครมากำหนด เขาต้องแสดงตัวตนของเขา ถ้าลูกหลานม้งในอนาคตไม่อยากเป็นม้งก็เป็นเรื่องของเขา ใช่ไหม แต่ว่าพื้นที่ม้งเขายังดำรงวิถีชีวิตของเขาแล้วประกาศตัวเป็นชนเผ่าม้ง เขาก็จะประกาศตัวเองเป็นม้ง ตอนแรกร่างรัฐบาลจะให้กรรมการประกาศกำหนด ซึ่งเราบอกว่าไม่ใช่เพราะว่าอันนี้คุณจะมารู้ดีกว่าพวกเขาได้อย่างไร แล้วถ้าเกิดเขาไม่อยากเป็นคุณจะไปบังคับให้เขามาเป็นโน่นเป็นนี่ไม่ได้ ตอนนี้แม้แต่รัฐบาลไทยยังเรียกไม่ถูกเลยเพราะว่าประวัติศาสตร์มันถูกเขียนโดยความสับสน ไม่ได้ศึกษาแลกเปลี่ยน ชื่อของพี่น้องชนเผ่าก็เพี้ยนๆ ไปไม่ได้สอดคล้องกับชีวิตจริงของเขาเยอะแยะ ให้เขามีโอกาสมีส่วนร่วมแล้วเราก็ให้ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เป็นเลขานุการของคณะกรรมการในฐานะที่ทำงานกับพี่น้องชนเผ่ามายาวนาน จะได้ค่อยๆ สานต่อว่าชนเผ่าจะควรอยู่ที่ไหน ใครอยากจะแสดงตัว ใครไม่แสดงตัวแต่เขามีวิถีชีวิตตรงไหนอะไร คือทำประวัติศาสตร์เหล่านี้ให้เป็นที่ยอมรับและตระหนักร่วมกัน

ภาพจาก FB : สุนี ไชยรส
คุณชาญวิทย์ : อาจารย์พูดถึงประเด็นหนึ่ง ที่ยังแขวนไว้อยู่ก็คือเรื่องของเขตคุ้มครอง ตรงนี้ช่วยเล่าให้ฟังอีกทีก็ดีครับว่ามันจะมีประเด็นอะไรที่ยังเห็นต่างหรือเหมือนกันอยู่
ผศ.สุนี : คือมันมีทั้งสองอย่าง ตอนแรกนะคะ ก็ต้องพูดตรงๆ ว่าถ้าร่างของภาคประชาชนนี้ ก็จะบอกว่าเมื่อประกาศพื้นที่คุ้มครองแล้ว หลังจากกระบวนการใดๆ ก็ตาม ให้ถือว่ากฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องไม่สามารถยกเว้นการใช้พื้นที่กฎหมายเหล่านั้น เหมือนอย่างกฎหมายอุทยานฯ กฎหมายป่าไม้หรือกฎหมายอื่นใดก็ตาม ส่วนเรื่องของรัฐบาลก็จะเขียนสวิง (Swing) ไปอีกข้างหนึ่ง นึกออกไหม คือเขียนว่าทั้งนี้ต้องไม่ขัดแย้งกับกฎหมายอื่น ก็คือเท่ากับว่าประวัติศาสตร์ร้อยปีของสมมติว่าพี่น้องชุมชนกะเหรี่ยง ก็เลยจะกลายเป็นว่ามันก็ขัดแย้งกับกฎหมายอุทยานฯ อยู่ดี เพราะว่ากฎหมายอุทยานฯ นั้นได้ประกาศเขต
แม้ว่าตัวเองมาทีหลังแต่ความเป็นกฎหมายของรัฐก็ทำให้ใช้อำนาจตามกฎหมายจับกุมผู้คน บังคับอพยพได้เหมือนเดิม นึกออกไหม มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะมีพื้นที่คุ้มครอง ส่วนทางของพี่น้องประชาชนชนเผ่าเอง อาจจะเขียนทำให้พวกหน่วยงานรัฐตกใจ ตายแล้ว จะยกเว้นกฎหมายอื่นหมดใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็เลยมีการประนีประนอมกัน คุยกันหาทางออกแล้วส่งมาใหม่ ก่อนประกาศศึกษาร่วมกัน ทำข้อตกลงร่วมกัน ทำธรรมนูญร่วมกัน วางแผนแม่บทอะไรต่างๆ ร่วมกันจนเรียบร้อยแล้วระหว่างทางเหล่านี้คืองดใช้กฎหมายอื่น
คุณชาญวิทย์ : นั่นหมายถึงว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น จากการตราเป็นกฎหมายแล้วก็บังคับใช้ก่อน ถึงจะมีการมาคุยกันเพื่อหาธรรมนูญร่วมกันอย่างนั้นใช่ไหมครับ
ผศ.สุนี : ใช่ค่ะ ก็คือเอาละไม่สวิงไปทั้ง 2 ข้าง จะบอกว่าไม่ให้กฎหมายอื่นมาเกี่ยวเลยก็ไม่เชิง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเอากฎหมายอื่นมาบังคับเลยเพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งเรื่องที่ดิน แล้ว
“เราก็ต้องยอมรับว่าพี่น้องชนเผ่าชาวเล หรือพี่น้องที่อยู่กับป่าบุ่งป่าทามอีสาน ป่าชุมชนอะไรต่างๆ ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและที่ดิน ถ้าไม่กำหนดกติกาแบบนี้ ก็แสดงว่ากฎหมายนี้ไม่เข้าใจคำว่าวิถีชีวิตของพี่น้องชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง”
มันก็กลับสู่แบบเดิม 100% ก็คือก็จับเหมือนเดิม อพยพเหมือนเดิม ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย คุณก็ได้ทำลายวิถีชีวิตของเขา ความมั่นคงทางอาหารของเขา ทำให้ชุมชนแตกกระเจิงไป ภาษาอัตลักษณ์ไม่ต้องพูดถึง ใช่ไหมคะ มันก็จะหายไปเลย ส่วนของพี่น้อง แน่นอนคุณไม่ได้สิทธิทันที คุณก็ต้องเข้าใจ คุณต้องยอมรับกติกามาตกลงร่วมกันแล้วก็ออกธรรมนูญร่วมกัน ออกแผนแม่บทด้วยกันว่าทำอย่างไรจะรักษาสิ่งที่ชนเผ่าต้องการ สืบทอดจิตวิญญาณของบรรพบุรุษต่างๆ เหล่านี้ วิถีชีวิตได้หมุนเวียนอื่นๆ แต่มาตกลงร่วมกันแล้วก็กำหนดร่วมกัน ใครผิดกติกาก็มีเช่น ถ้าพี่น้องผิดกติกาคุณก็ต้องออกจากพื้นที่นะ ไม่ได้รับความคุ้มครองอะไรทำนองนี้ นี่เป็นภาพที่เรียกว่า 80% ของการเจรจาอยู่ในกรรมาธิการ

ภาพจาก FB : สุนี ไชยรส
คุณชาญวิทย์ : ประเด็นที่สำคัญในการประชุมกรรมาธิการวิสามัญร่างกฎหมายนี้ที่น่าจะสื่อให้กับสาธารณะ ท่านผู้ฟังได้รับรู้นอกเหนือจากเรื่องของถ้อยคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” กับเรื่องของ “พื้นที่คุ้มครอง” แล้วยัง มีประเด็นอื่นอีกด้วยไหมครับ
ผศ.สุนี : ก็คิดว่าภาพรวมเป็นเรื่องที่ ถ้าพี่น้องและท่านผู้ฟังได้ลองทบทวน วันนี้เราอยู่ในสังคมโลกซึ่งแน่นอนว่ายอมรับกติกาของสหประชาชาติหลายอย่าง แล้วก็จริงๆ แล้วไม่มีเวลาพูดเลย กติกาต่างๆ เหล่านั้น คุ้มครองส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของคนไทยทุกกลุ่มชาติพันธุ์ แน่นอนรวมถึงชนเผ่าพื้นเมืองด้วย แต่ว่าในรายละเอียดแล้วมันจำเป็นจะต้องมีกฎหมายมารับรอง ใช่ไหมคะ ทำให้มันถึงรูปธรรมแล้วก็สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ แม้แต่ในประเทศไทยก็มีบริบทต่างๆ กันในแต่ละเผ่า ในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละภาค เพราะฉะนั้นการที่รัฐธรรมนูญได้เขียนเอาไว้ใช้ในมาตราสำคัญ เช่น มาตรา 4 ขอทบทวนนะคะ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ เรื่องของพี่น้องกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองจึงเป็นเรื่องที่เราจะเห็นการถูกดูถูกเหยียดหยาม การเอามาล้อเล่น การหาว่าพวกชาวเขาค้ายา ใช้คำแบบเหมารวมที่ทำให้พี่น้องชาวเขาบุกรุกป่าชาวเขาค้ายา แล้วตอนหลังมาก็มีความพยายามจะเปลี่ยนวาทกรรมเหล่านี้ จึงนำมาซึ่งการมีรัฐธรรมนูญ และก็จะมีกฎหมายรับรองแล้วก็จะช่วยทำให้ความเข้าใจตรงนี้มันชัดเจนขึ้น พี่น้องเราเกือบล้านกว่าคนก็จะได้ใช้สิทธิเสรีภาพ และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับคนอื่น
แต่เขามีนัยยะต่างกันนิดเดียวว่า ไม่ใช่เรียกร้องสิทธิพิเศษแต่เป็นการเรียกร้องเพื่อทำให้เข้าใจว่าวิถีชีวิตของแต่ละเผ่าต่างกันและต่างจากคนทั่วไป ถ้าเปรียบเทียบเหมือนอย่างที่เราคุ้นชินแล้วกัน เพราะว่าถ้าอยู่ในเมืองเราก็จะคุ้นชินอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราอาจจะไม่ได้คิดว่าเราเป็นมอญ บางคนสืบสาวราวเรื่องไปพบว่าเป็นมอญ แต่ว่าไม่มีความผูกพันตรงนั้นแล้ว แต่พวกเขายังดำรงอยู่ในกลุ่มในก้อนในพื้นที่ในภาษาในเอกลักษณ์ของเขา มีจิตวิญญาณมีบรรพบุรุษมีที่ฝังศพ ผูกพันกับพื้นที่ เพราะฉะนั้นแล้วเขาอยู่ในจุดที่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะเสี่ยง คือเสี่ยงต่อความยากจนทั้งเรื่องที่ดิน เสี่ยงต่อการละเลยภาษาเพราะว่ารัฐยังไม่ได้ส่งเสริมเรื่องให้เด็กของเขาได้เรียนภาษา นี่เขาก็ดำเนินการเรียกร้องอยู่นะ ขอให้เขาได้มีโอกาสสอนหนังสือภาษาควบคู่ได้ไหมในโรงเรียนเด็กๆ เด็กๆ ก็จะได้รู้ภาษาไปด้วยกัน เด็กในอนาคตของเขาก็ต้องสืบทอดต่อไปด้วย หรือแม้แต่ภูมิปัญญาซึ่งเราเห็นภาพทอผ้าอะไรต่างๆ สวยงาม นานวันมันก็จะเสื่อมหายไป กลายเป็นว่าไม่สามารถจะรักษาอันเก่าแก่ไว้ได้ แต่เขาไม่ได้ต้องการแช่แข็ง ไม่ได้ต้องการหยุดนิ่ง มีการพัฒนาด้วย
รวมถึงส่วนร่วมในการจัดการ มีส่วนพัฒนาฟื้นฟูส่วนอนุรักษ์และขณะเดียวกันก็มีส่วนร่วมในการยอมรับกติกาของรัฐเต็มที่อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าส่วนเฉพาะเจาะจงก็
“ขอให้เคารพคุณค่าความหลากหลาย ความเท่าเทียม เขาเรียกว่าสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน จะพัฒนายั่งยืนได้อย่างไรถ้าเราละเลยผู้คนเกือบ 10 ล้านคนเหล่านี้”
ให้กลายมาเป็นใครก็ได้ที่หลุดออกไปจากพื้นที่ของเขาหลุดออกจากจิตวิญญาณของเขา โดยที่รัฐไทยก็ไม่สามารถจะทำอะไรให้ดีกว่านั้นได้ แล้วมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรต่อใคร การที่พวกเขาดำรงอยู่กลับกลายเป็นสิ่งที่คนไทยทั่วๆ ไป ใช้คำว่าคนไทยแล้วกัน จริงๆ ท่านอยู่หลายชาติพันธุ์ ก็จะสามารถก็ได้เห็นเรื่องดีๆ ความมั่นคงทางอาหารก็อยู่ที่พวกเขาได้สร้างขึ้น
——————————————————————————————————-
หมายเหตุ : CRC ถอดเนื้อหาบทสัมภาษณ์ ผศ.สุนี ไชยรส วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จากวิทยุศึกษา รายการ 92 สนทนา ช่วงพัฒนาสังคม และ ประชาธิปไตย ช่วงชั่วโมงแรก 9.10 น. ถึง 10.00 น. ในหัวข้อเรื่อง ‘ชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง’
ดำเนินรายการโดย คุณชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2567


