ในโครงการป้องกันแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ ที่ดำเนินการโดยผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยที่สงขลาฟอรั่ม กลุ่ม Beach for life กลุ่ม Law long beach และสหกรณ์ประมงพื้นบ้านชุมชนบาลาเซาะเก้าเส้ง ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสงขลา เมื่อปี 2558 โดยยื่นฟ้อง ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) กรมเจ้าท่า (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) และเทศบาลนครสงขลา (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5) ภายหลังศาลปกครองสงขลาได้มีคำพิพากษา ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุด

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ศาลปกครองสูงสุด นัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก และ ตุลาการผู้แถลงคดี รับฟังข้อเท็จจริงได้ตามตุลาการเจ้าของสำนวนสรุปข้อเท็จจริงในคดี โดยตุลาการผู้เเถลงคดีมีความเห็นต่อคดี ดังนี้ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัย 3 ประเด็นดังนี้ (1) การดำเนินโครงการป้องกันแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งหาดชลาทัศน์-สมิหลา ของผู้ถูกฟ้อองคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (2) การดำเนินการโครงการของผู้ถูกฟ้องคดีนั้นละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และ(3) การกระทำละเลยของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการละเมิดหรือไม่

ตุลาการผู้แถลงคดี เห็นว่า

(1) การดำเนินโครงการป้องกันแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งหาดชลาทัศน์-สมิหลา ของผู้ถูกฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า โครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ของผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดจังหวัดสงขลา เป็นการดำเนินการสร้างโครงสร้างแข็งด้วยการหล่อแท่นคอนกรีตวางตั้งฉากกับชายหาด และเติมทรายกลบทับนั้น เป็นการดำเนินการดำเนินการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหาดสมิหลา-ชลาทัศน์และเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่รูปแบบโครงการก่อสร้างโครงสร้างแข็งด้วยการหล่อแท่นคอนกรีต วางตั้งฉากกับชายหาด เพื่อดักทรายไว้ไม่ให้เคลื่อนที่ออกจากชายหาดชลาทัศน์นั้น ลักษณะการดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินการก่อสร้าง “รอดักทราย” ซึ่งในขณะที่โครงการดังกล่าวดำเนินการนั้น มีประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าด้วยกิจการโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก่อนการดำเนินโครงการ ซึ่งระบุให้ รอดักทราย ทุกขนาดต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนการขออนุญาตและดำเนินโครงการ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องที่ 1 และผู้ถูกฟ้องที่ 2 ไม่ได้ดำเนินการตามที่ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำหนดให้ต้องปฏิบัติ โครงการดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นต่อมาเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีการปรับแก้สัญญาหลายครั้ง จนเหลือเพียงรูปแบบการเติมทรายกลบทับชายหาดเพียงอย่างเดียว ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การเติมทรายนั้นเป็นการถมที่ดินในทะเลหรือไม่ การถมที่ดินในทะเลเป็นการถมที่ดินในเขตทะเลที่ไม่มีการใช้ประโยชน์ให้เป็นที่ดินที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ การดำเนินการเติมทรายที่ได้มีการปรับแก้ไขสัญญาโครงการของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการนำทรายมาถมบนชายหาดที่ถูกกัดเซาะ เป็นน้ำทะเล เพื่อสร้างที่ดินใหม่ ให้เป็นที่ดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ จึงเป็นเป็นการถมที่ดินในทะเล ซึ่งในระหว่างการดำเนินการประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้การถมที่ดินในทะเลทุกขนาดต้องจัดทำการรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก่อนขั้นตอนการขออนุญาต แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้มีการดำเนินการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนการดำเนินการจึง ไม่ชอบด้วยกฎมาย

ในประเด็นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในโครงการ ดังกล่าว ศาลเห็นว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา อ้างการรับฟังความคิดเห็นในโครงการของกรมเจ้าท่า(ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) ในการจัดรับฟังความคิดเห็นโครงการเติมทราย ซึ่งไม่ส่วนราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดรับฟังความคิดเห็นในโครงการดังกล่าว จึงไม่สามารถรับฟังได้ว่าเป็นการรับฟังความคิดเห็นประชาชนในโครงการที่ต้องจัดรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และเป็นการรับฟังความเห็นประชาชนในโครงการของรัฐ เห็นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในโครงการของรัฐนั้น จึงเป็นการดำเนินการที่ผ่าฝืนการปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมาย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

(2) การดำเนินการโครงการของผู้ถูกฟ้องคดีนั้นละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ตุลาการผู้แถลงคดีรับฟังว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 6 และที่ 2 (กลุ่ม Beach for life) ได้ยื่นหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องที่ 3 (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) ให้มีการระงับการดำเนินโครงการดังกล่าวไว้ก่อนเนื่องจากโครงการดังกล่าวไม่ชอบด้วยและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะและชายฝั่ง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า อธิบดีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อ้างเพียงว่ามีความสับสนและข้อเท็จจริงไม่ตรงกัน จึงไม่ดำเนินการระงับโครงการไว้ ตุลากรผู้เเถลงคดีเห็นว่าการตอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 นั้น เป็นการละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่

สำหรับผู้ถูกฟ้องที่ 4 (กรมเจ้าท่า) ได้มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ตามคำสั่งเจ้าท่า เพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา) ได้ดำเนินการขุดลอกเพื่อการเดินเรือ รักษาสภาพลำน้ำ และพิจารณาอนุญาตสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำ แต่ไม่ได้มอบให้มีอำนาจดูดทรายในทะเลเองได้ การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ดำเนินการเสมือนว่าตนมีอำนาจ และเป็นดำเนินการดูดทรายในทะเล อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นคู่กรณีเองในการดำเนินการโครงการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องของอนุญาตจากกรมเจ้าท่าก่อนการดำเนินการ ไม่สามารถอนุญาตตัวเองได้ จึงต้องขออนุญาตเจ้าท่าตามกฎหมาย

(3) การกระทำละเลยของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการละเมิดหรือไม่

ตุลาการผู้แถลงคดีเห็นว่า ชายหาดชลาทัศน์และหาดสมิหลา เป็นหาดสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน การที่ผู้ฟ้องขอให้ศาลมีคำบังคับฟื้นฟูชายหาด จากหลุมทรายที่ขุดไว้ ซึ่งปัจจุบันสภาพหลุมได้ถูกคลื่นกลบไปตามธรรมชาติ และถึงแม้โครงการจะเป็นดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมายมานานแล้ว และวัตถุแห่งคดีสิ้นสุดไปแล้ว การจะบังคับคดีให้กระทำ หรือละเว้นการกระทำดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการเยียวยาความเสียหาย และปัจจุบันข้อเท็จจริงพบว่ายังคงมีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งจากคลื่นมรสุมอยู่ ซึ่งถูกผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 มีหน้าที่ในการปกป้อง รักษา ป้องกันปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ตามที่อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่

ตุลาการผู้แถลงคดี เห็นว่า ให้ควรพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 ดำเนินการตามกรอบอำนาจหน้าที่ของตน ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา คำขออื่นให้ยก

หลังจากนี้ตุลาการจะมีการประชุมเพื่อจัดทำคำพิพากษาปกครองสูงสุดจะมีการนัดฟังคำพิพากษาศาลสูงสุดในคดีนี้ต่อไป

สรุปความเห็นตุลาการผู้แถลงคดีโดย อภิศักดิ์ ทัศนี และ อลิสา บินดุส๊ะ ผู้ฟ้องคดี

 

ด้านเฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) อธิบายว่า การนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกก็คือการมาฟังความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีว่าท่านมีความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้อย่างไร

ประเด็นที่ศาลตัดสินมีทั้งหมด 3 ประเด็น ประเด็นแรก การดำเนินโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งสมิหลา ชลาทัศน์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลท่านมองว่า โครงการนี้ของผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาที่ดำเนินการ มันเป็นโครงสร้างแข็งรูปตัว I ยื่นไปที่ชายฝั่งไม่ให้ทรายออก คือแม้ว่าโครงการนี้ไม่ได้อธิบายว่าเป็นรอดักทราย แต่ลักษณะสิ่งปลูกสร้างที่ทำมันคือรอดักทราย เพราะมันมีการดักตะกอนทราย ซึ่งในส่วนนี้ผู้ว่าฯ จะทำโครงการจะต้องมีการขออนุญาต และต้องทำรายงานอีไอเอ เพราะกฎหมายระบุว่าให้ต้องทำ

ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาว่าให้เป็นการเติมทราย ซึ่งการเติมทรายก็คือการถมที่ในทะเลเพื่อที่จะให้ใช้ประโยชน์ในผืนน้ำ ซึ่งศาลมองว่าชายหาดชลาทัศน์เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ดังนั้นการเติมทรายในส่วนที่เป็นผืนน้ำที่เป็นอดีตชายหาดเดิมนี้เป็นการสร้างพื้นที่ขึ้นใหม่ การดำเนินการส่วนนี้ก็คือการถมทะเลก็ต้องมีการทำรายงานอีไอเอ เป็นขั้นตอนการขออนุญาตเหมือนกัน

“สรุปว่าในตอนโครงการแรกที่บอกว่าการใช้คอนกรีตต้องทำอีไอเอ เมื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาที่เติมทรายก็ต้องทำอีไอเอ เหมือนกัน เลยมองว่าการดำเนินโครงการนี้ของผู้ถูกฟ้องที่ 1 กับที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันนี้ คือประเด็นที่เราเขียนโต้แย้งทั้งในคำคัดค้าน ในคำว่าโครงการที่มันแก้ไขไปมานี้ มันไม่น่าจะถูกต้อง อันนี้ก็ตรง” เฉลิมศรี หรือทนายเลิฟ เผย

ทนายความ CRC ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ส่วนประเด็นเรื่องการรับฟังความคิดเห็น ตุลาการผู้แถลงคดีไม่ได้พูดถึงเรื่องประเด็นเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างเหมาะสมไหม ก็คือไปวินิจฉัยในส่วนเรื่องการจัดการรับฟังความคิดเห็นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ปี 2548 เลยบอกว่าโครงการนี้ โครงการที่จัดรับฟังความคิดเห็นมันเป็นของกรมเจ้าท่าที่มาจัด เพื่อที่จะดำเนินการเติมทราย ส่วนของที่ 1 กับที่ 2 มันไม่ได้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นกลับเอาอ้างว่ากรมเจ้าท่าจัดแล้วไม่ได้ ซึ่งถ้าจะดำเนินโครงการนี้ ก็ต้องไปจัดรับฟังความคิดเห็นตามระเบียบสำนักนายกฯ

ส่วนประเด็นต่อมา ก็คือเรื่องข้อ 2 เรื่องการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ศาลท่านมองว่า ผู้ฟ้องคดีก็ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปแล้วว่าให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้ดำเนินการระงับโครงการนี้ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ก็ไม่ได้ดำเนินการอะไรก็ถือว่าละเลย ส่วนประเด็นของเรื่องการมอบอำนาจ หลาย ๆ คดี เราก็จะฟ้องว่าตัวคนดำเนินโครงการนี้ไม่สามารถที่จะมีอำนาจในการออกอำนาจเองในการสั่งตัวเองให้ดำเนินโครงการ ซึ่งคดีนี้ แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 จะมอบอำนาจเรื่องการขุดลอกร่องน้ำ การเดินเรือตามหนังสือมอบอำนาจเลขที่ 291/2546 ตามคำสั่งนั้น แต่เขามองว่ากรมเจ้าท่า เขาไม่ได้มอบอำนาจเรื่องให้ผู้ว่าฯ มีอำนาจในการดูดทราย การที่ผู้ว่าฯ ไปดำเนินการเองเสมือนได้รับอนุญาตนั้น ไม่ได้ เขาถือว่าเป็นคู่กรณีเสียเองตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองจึงไม่สามารถเป็นคู่กรณีได้ ดังนั้น การที่ผู้ว่าฯ จะดำเนินโครงการนี้ ก็ต้องมีไปขออนุญาตจากกรมเจ้าท่า

ส่วนประเด็นที่ว่า เรื่องการดูดทรายเว้าแหว่งไม่สวยงาม เมื่อมรสุมผ่านไปชายหาดกลับคืนสู่สภาพ ก็มองว่าในส่วนนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กับที่ 2 ไม่ได้ละเลย ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องการเยียวยาความเสียหาย คือโครงการแม้มันไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่มันก็ผ่านระยะเวลามานานมากแล้ว การที่จะมีคำบังคับให้กลับไปบังคับ ศาลก็มองว่ามันก็ยาก ก็ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 ไปจัดการปกป้องชายหาดตามกรอบอำนาจหน้าที่ของตน

“สำหรับเราคือแค่ฟังว่าโครงการนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็พอใจมากแล้วแหละว่า มันต้องทำ อีไอเอ” ทนายเลิฟกล่าวทิ้งท้าย

 

อลิสา บินดุส๊ะ ผู้ฟ้องคดี ที่ 3 เปิดเผยว่าโครงการนี้บอกก่อนว่า หนึ่ง คือเราต้องการให้หยุดการดำเนินโครงการทั้งหมด คือหยุด แล้วก็ฟื้นฟูหาด อันที่สอง คือเราต้องการให้หน่วยงานรัฐเขาได้ตระหนักว่า ถ้าจะทำโครงการอะไรที่มันเกี่ยวข้องกับชายหาดกับทรัพยากรเขาจะต้องทำ คือต้องใช้อำนาจตามกฎหมาย หมายถึงว่าเขาต้องทำกระบวนการมีส่วนร่วมให้เราด้วย ซึ่งเราไม่มี ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม เราอยากให้เขาตระหนักถึงการที่จะทำอะไร เพราะว่าปัญหาชายฝั่งตอนนั้นไม่ใช่แบบนึกอยากจะทำอะไรก็ทำ แล้วแก้ปัญหาแบบสะเปะสะปะ เพราะว่าเหมือนแบบกลายเป็นว่าพอสร้างโครงสร้างพังก็มาซ่อมแซมใหม่ แล้วทำไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ สำหรับหาดบางที่การก่อสร้างโครงการที่เป็นรอดักทรายเป็นอะไรอย่างนี้ มันอาจจะไม่ฟังก์ชันแล้วก็อาจจะส่งผลกระทบ ก็มี 2 ส่วนหลัก ๆ ให้ตระหนัก

อีกอันหนึ่งที่คาดหวังว่าอยากจะให้มันเหมือนเป็นการยืนยันว่าเราเป็นผู้ทรงสิทธิด้วย ว่าเรามีสิทธิที่จะมีส่วนร่วม ซึ่งพอฟ้องไปก็ตั้งแต่ช่วงแรกเลย เราคิดว่าการที่ศาลรับฟ้องเรา ทั้งในฐานะส่วนตัวแล้วก็ในฐานะกลุ่มบุคคลด้วย ซึ่งศาลตั้งแต่ตอนแรกที่ศาลรับฟ้องแล้วจนมาศาลวินิจฉัย ศาลก็เหมือนยืนยันว่าการรวมกลุ่มของเราที่มีวัตถุประสงค์ในการปกป้องชายหาดซึ่งมันสามารถเป็นผู้ทรงสิทธินี้ได้ เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายมีสิทธิฟ้องคดีได้ เราได้ใช้สิทธิพลเมืองของเราตามรัฐธรรมนูญได้ รวมไปถึงตาม พ.ร.บ. หาด, พ.ร.บ. ทช. มันเพิ่งบังคับใช้ด้วยเมื่อปี 2558 แบบไม่กี่วัน แล้วมันมีคำว่าชุมชนชายฝั่ง เราก็อยากได้ใช้ เราก็อยากมีส่วนร่วม เราอยากรู้ว่าใช้มันได้ไหม เพราะขณะนั้นก็ยังไม่มีแนวทางอะไรมาก

“พอฟ้องแล้วมันได้ คือเรารู้สึกว่าสิทธิแรกของเราคือ Complete ว่าเรามีสิทธิ์ฟ้อง เพราะว่าตอนนั้นเราก็เหมือนเป็นกลุ่มนักศึกษา อยู่ปี 1 ด้วย หรือ Beach for Life เมื่อก่อนคือเด็กมัธยมด้วยซ้ำ เราแบบเพิ่งเรียนกฎหมายด้วย แล้วก็ไปรวมแบบรู้สึกว่าเรามีวัตถุประสงค์อันนี้ เราต้องการที่จะปกป้องชายหาดแล้วเราต้องมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการปกป้องทรัพยากรได้”

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ การวางโครงสร้างแขนยื่นไปในทะเล มันเรียกว่ารอดักทราย อันนี้มันถูกกำหนดให้ต้องทำรายงานอีไอเอ แต่ไม่มีการทำ แล้วจะมาเปลี่ยนไปเติมทราย ซึ่งเติมทรายก็คือการถมทราย แบบเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพชายฝั่งอยู่ดี ซึ่งคุณต้องขออนุญาตกรมเจ้าท่าอีก แต่คุณเปลี่ยนในห้องพิจารณา คุณไปอนุญาตตอนไหน เรารู้สึกว่า อันนี้มันเป็นการใช้อำนาจที่ สำหรับเราคือมันไม่ได้ ไม่ได้มีความรับผิดชอบต่ออำนาจ ไม่ได้ทำตามกฎหมาย ไม่ได้รับผิดชอบต่อพวกเราที่เป็นเจ้าของ เพราะฉะนั้นหมายถึงว่าการดำเนินคดีนี้ มันก็ต้องดำเนินต่อใช่ไหม

“เพราะความคาดหวังต่อไปเรารู้สึกว่า เราอยากให้ศาลวางมาตรฐาน วางบรรทัดฐานว่า โครงการที่ดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เราอยากให้ศาลได้สั่งว่า มันคือโครงการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว หรืออะไรอย่างนี้”

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ

ปี 2537 เกิดพายุหนักซัดเรือ Genar-II สัญชาติปานามา เข้ามาเกยตื้นที่ด้านเหนือชุมชนเก้าเส้งบริเวณหาดชลาทัศน์ หลังจากนั้น พื้นที่ด้านทิศเหนือของซากเรือเกิดการกัดเซาะ เนื่องจากลำเรือไปขวางทิศทางของตะกอนชายฝั่ง แต่หลังจากมีการรื้อซากเรือออกไปหาดกลับมาเหมือนเดิม

ปี 2541 เทศบาลนครสงขลาได้ก่อสร้างสถานีสูบน้ำเสีย โครงการดังกล่าวอยู่บนฝั่งห่างจากแนวชายฝั่ง ณ ขณะนั้นประมาณ 200 เมตร

ปลายปี 2544 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังรุนแรงมากได้ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งตลอดแนวอ่าวไทยตอนล่าง โดยคลื่นได้เข้าปะทะกับฐานรากของอาคารโรงสูบน้ำส่งผลให้เกิดการทรุดพังเสียหาย จึงส่งผลให้ชายหาดด้านทิศเหนือของโรงสูบน้ำเกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบชัดเจนถึงแนวถนนเลียบชายหาดชลาทัศน์

ปลายปี 2545 เทศบาลนครสงขลา ได้พยายามแก้ไขปัญหาน้ำกัดเซาะถนนเลียบชายหาดชลาทัศน์ โดยการก่อสร้างโครงสร้างคันดักตะกอนรูปตัวที (T-Groin) จำนวน 3 ตัว ซึ่งสามารถป้องกันแนวถนนไว้ได้ และทำให้ตะกอนทรายถูกดักไว้ที่ชุมชนเก้าเส้งจำนวนหนึ่ง และสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างคันดักตะกอนเป็นที่จอดเรือได้อีกทางหนึ่งด้วย แต่ต่อมาเมื่อทรายเคลื่อนมาถมจนเต็มก็จำต้องนำเรือออกไปจอดด้านนอก

เมื่อคันดักตะกอนสามตัวนี้ดักตะกอนไว้ที่หาดเก้าเส้ง ส่งผลให้ชายฝั่งทางทิศเหนือของชายหาดขาดตะกอนที่เคยเคลื่อนตัวตามธรรมชาติไปหล่อเลี้ยง จึงเกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง เทศบาลนครสงขลาจึงได้สร้างกำแพงกันคลื่นแบบหินทิ้ง (Riprap Seawall) ขึ้นบริเวณดังกล่าวเป็นระยะทางประมาณ 100 เมตร

ปี 2548 เทศบาลนครสงขลาสร้างกำแพงกันคลื่นแบบตาข่ายห่อหุ้มหิน (Gabion) ทางทิศเหนือต่อจากรอดักทรายและกำแพงหินทิ้งอีกรอบหนึ่ง

ปี 2550 เทศบาลนครสงขลาวางกระสอบทรายกันคลื่นที่หาดชลาทัศน์ และได้ดำเนินการต่อเนื่องมาอีกระยะ

ปี 2552 กรมโยธาธิการและผังเมืองวางกระสอบทรายกันคลื่นที่หาดชลาทัศน์ต่ออีกรอบหนึ่ง

ปี 2555 ได้มีการยุติการวางกระสอบทรายโดยเทศบาลนครสงขลา และได้มีการเปิดเวทีสาธารณะ เพื่อหาทองออกในการฟื้นฟูหาดสมิหลา จนนำไปสู่การเติมทรายโดยเทศบาลนครสงขลาร่วมกับกรมเจ้าท่า โดยการนำทรายจากนอกชายฝั่งมาถมปรับภูมิทัศน์ของเทศบาล โดยได้ทำการถมทรายตั้งแต่บริเวณหัวหาดเก้าเส้งถัดจากรอดักทรายตัวสุดท้าย เป็นระยะทางประมาณ 450 เมตร เรื่อยมาทางเหนือตามแนวชายฝั่ง

เดือนตุลาคม 2557 เทศบาลนครสงขลาได้ก่อสร้างถนนคอนกรีตมีขนาดกว้าง 2.63 เมตร ยาว 51.4 เมตร ณ หาดชลาทัศน์ บริเวณใกล้กับสนามกีฬาติณสูลานนท์ โดยมีลักษณะถนนเป็นแผ่นคอนกรีตวางอยู่บนสันทรายยื่นยาวลงบนชายหาดในลักษณะตั้งฉากกับแนวชายหาดเพื่อใช้ในการลากเจตสกี ต่อมาเดือนพฤศจิกายน มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือก็ส่งผลให้โครงสร้างถนนหักพังไปกว่า 27 เมตร

26 มิถุนายน 2558 สภาพลเมืองเยาวชนสงขลา ร่วมกับชมรม Beach for life และกลุ่ม Crescent Moon lawyers ได้ยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อขอให้ระงับโครงการป้องกันการกัดเซาะชายหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ เขตเทศบาลนครสงขลา

เดือนกรกฎาคม 2558 ตัวแทนผู้ฟ้องคดีได้ลงพื้นที่และพบเห็นการดูดทราย ซึ่งทรายที่ถูกดูดมานั้นมีตะกอนเล็กกว่าทรายชายหาดเดิม ลักษณะเป็นโคลนปนทรายสีดำออกเทาและมีการดูดทรายมาโดยตลอด กระทั่งเดือนสิงหาคม มีโครงเหล็กสำหรับการหล่อแท่นคอนกรีตเสริมเหล็ก วางอยู่บนพื้นที่ดำเนินงาน และมีการนำแท่นคอนกรีตเสริมเหล็กที่หล่อวางลงชายหาด การใช้มาตรการและรูปแบบโครงสร้างป้องกันชายหาดดังกล่าว สามารถคาดเดาได้ว่าจะสงผลกระทบต่อหาดสมิหลา นอกจากนี้ระหว่างการดำเนินโครงการตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนเรื่อยมา ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพประมงของคนในชุมชนทรัพยากรชายฝั่ง และการใช้ประโยชน์ร่วมกันของพลเมืองสงขลา

26 กรกฎาคม 2558 สภาพลเมืองเยาวชนสงขลา ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อขอให้ระงับโครงการป้องกันการกัดเซาะชายหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ เขตเทศบาลนครสงขลา

17 สิงหาคม 2558 สภาพลเมืองเยาวชนสงขลา ยื่นหนังสือถึงนายกเทศมนตรีเทศบาลนครสงขลา เพื่อขอคำชี้แจงเกี่ยวกับโครงการป้องกันการกัดเซาะชายหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ เขตเทศบาลนครสงขลา และขอให้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหาย และดำเนินการฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้น

19 สิงหาคม 2558 สภาพลเมืองเยาวชนสงขลา ชมรม Beach for life และกลุ่มประมงพื้นบ้านชุมชนเก้าเส้ง ยื่นหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อขอให้ชะลอการดำเนินโครงการป้องกันการกัดเซาะชายหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ เขตเทศบาลนครสงขลา

24 สิงหาคม 2558 สงขลาฟอรั่ม, ชมรม Beach for life, กลุ่ม Crescent Moon lawyers (กลุ่มว่าที่นักกฎหมายอาสาฯ) และกลุ่มประมงพื้นบ้านชุมชนเก้าเส้ง ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีที่ 1-4 ตามลำดับ ยื่นฟ้องศาลปกครองสงขลา เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2/2558 โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่ 1, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา ที่ 2, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 3, กรมเจ้าท่า ที่ 4, และเทศบาลนครสงขลา ที่ 5 เพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่าโครงการป้องกันการกัดเซาะชายหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ เขตเทศบาลนครสงขลา เป็นโครงการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และให้ปรับสภาพพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม

26 สิงหาคม 2558 ศาลปกครองสงขลาลงพื้นที่เดินเผชิญสืบบริเวณโครงการป้องกันการกัดเซาะชายหาดสมิหลา หาดชลาทัศน์ อ.เมือง จ.สงขลา พร้อมด้วยนายธำรงค์ เจริญกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในฐานะผู้ถูกฟ้อง รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชน จ.สงขลา ในฐานะผู้ฟ้อง

25 ตุลาคม 2559 ศาลปกครองสงขลา พิพากษาว่าผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งโครงการก่อสร้างทุกอย่างที่ดำเนินการไปนั้นไม่ใช่โครงการ ป้องกันภัยพิบัติ จึงไม่จำเป็นต้องก่อสร้างเร่งด่วน และตัวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเองก็มีสิทธิ มีเวลาในการระดมความคิดเห็น รวมทั้งมีโอกาสทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมก่อน (อีไอเอ) แต่ไม่ใครปฏิบัติ

นอกจากนี้ในการดำเนินโครงการที่ผ่านมาทางผู้ดำเนินโครงการได้พยายามปรับเปลี่ยน ปรับปรุงแผนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งต่อเนื่อง เช่น มีการนำแผนการดูดทรายจากที่หนึ่งมาเติมชายหาดอีกที่ ส่วนนี้ศาลเห็นว่าแม้จะเป็นการดำเนินโครงการที่พยายามสะท้อนให้เห็นว่าผู้ดำเนินโครงการพยายามแก้ไข เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมี่สุด แต่ผู้ดำเนินการก็ไม่ได้ทำตามกระบวนการที่ถูกต้อง เช่น ไม่มีการขออนุญาตหน่วยงานที่ดูแลโดยตรง ซึ่งก็คือ กรมเจ้าท่า

18 กุมภาพันธ์ 2568 ศาลปกครองสูงสุด นัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ