วันที่ 13 มีนาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 4 ศาลปกครองอุดรธานี ตุลาการเจ้าของสำนวน ได้นัดอ่านผลแห่งคำสั่งศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อส.2/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อส.10/2568 กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จ.เลย จำนวน 10 คน พร้อมด้วย น.ส. ส.รัตนมณี  พลกล้า ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเจ็ดมาศาล ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ไม่มาศาล

คดีนี้ สืบเนื่องจากปี 2557 นางไหม่ รามศิริ กับพวกรวม 17 คน ยื่นศาลปกครองอุดรธานี ฟ้องกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กับพวกคือ อุตสาหกรรมจังหวัดเลย, กำนัน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย และบริษัท ทุ่งคำ จำกัด เป็นผู้ถูกฟ้องคดี (ตามลำดับที่ 1-4) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย เป็นคดีดำที่ ส.8/2557 คดีแดงที่ ส.5/2557 โดยชาวบ้านฟ้องขอให้มีการเพิกถอนรายงานใบไต่สวนแร่และรายงานการจัดรับฟังความคิดเห็น ว่ารายงานทั้ง 2 ขั้นตอนไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ต่อมาคือปี 2560 ศาลปกครองอุดรธานี มีคำพิพากษาว่ารายงานทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดำเนินการจัดทำรายงานการไต่สวนพื้นที่เหมืองแร่ใหม่ตามระเบียบและข้อกฎหมาย และสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ดำเนินการจัดทำรายงานการรับฟังความคิดเห็นใหม่ตามขั้นตอนกฎหมายด้วย โดยเห็นว่าเมื่อรายงานการไต่สวนเหมืองแร่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่มีการลงพื้นที่จริง แล้วการรับฟังความคิดเห็นนำเอาข้อมูลจากรายงานการไต่สวนเหมืองแร่มาใช้จึงเป็นการรับฟังโดยไม่ชอบด้วย ศาลจึงมีคำสั่งเช่นนั้น

และบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแล้ว

อย่างไรก็ดี ตุลาการเจ้าของสำนวน ได้อ่านผลแห่งคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในวันนี้ว่า ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเนื่องจากปัจจุบันบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ซึ่งเป็นผู้อุทธรณ์ถูกศาลสั่งล้มละลายพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการขอประทานบัตรตาม พ.ร.บ.แร่ปี 2560 โดยเห็นว่าเมื่อขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย จึงไม่สามารถที่จะดำเนินการใดๆ ได้อีก

ศาลจึงสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โดยหลังเสร็จสิ้นการฟังผลที่ศาล น.ส. ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้บริหารและทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) รายงานเพิ่มเติมว่า ในระหว่างการพิจารณาคดของศาลปกครองสูงสุด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีการแจ้งต่อศาลเรื่องการไม่ขอเข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 แทนโดยเห็นว่าการเข้ามาดำเนินคดีไม่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการทรัพย์ ประกอบกับกฎหมายแร่กำหนดว่าผู้ขอทำเหมืองต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อบริษัทล้มลาย จึงไม่สามารถขอมำเหมืองได้อีกต่อไป จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดี

“เหมือนกับเป็นการยืนยันชัดเจนว่า บริษัททุ่งคำ ทำเหมืองต่อไม่ได้แล้ว ประทานบัตรที่บอกว่ามีอายุไปจนถึงปี 2572 มันก็เท่ากับว่าเป็นการยืนยัน คือเหมือนกับศาลยืนยันไปแล้วว่า บริษัทฯ ทำเหมืองไม่ได้เพราะขาดคุณสมบัติ เนื่องจากว่าถูกสั่งให้ล้มละลาย เท่ากับตอกฝาโลงให้กับตัวเหมือง” ส.รัตนมณี เผย

 

ด้าน มล คุณนา กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จ.เลย หนึ่งในผู้ฟ้องคดี ซึ่งเดินทางมารับฟังผลที่ศาลด้วย เปิดเผยว่า ก่อนเดินทางมาจากหมู่บ้านก็คุยกันภายในกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ว่าวันนี้น่าจะได้รับข่าวดีและผลก็เป็นเช่นนั้น ซึ่งผลจากการต่อสู้คดีของชาวบ้านกว่า 10 ปี ขอขอบคุณศาลที่ยังเห็นความเป็นจริงของชาวบ้านที่พวกเราได้ช่วยกันทำข้อมูลส่งเข้าไปในศาล และศาลได้ตัดสินตามข้อมูลข้อเท็จจริงให้เราชนะ

“ตอนนี้มันได้ปิดฝาโลงไปแล้วก็รู้สึกดีใจ โล่งอก ที่สามารถทำให้บริษัททุ่งคำ ไม่ได้เกิดขึ้นอีกในชุมชนของเราอีกแล้ว” มล กล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตัน

แกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จ.เลย เล่าด้วยว่า ช่วงนั้นตายเป็นตาย ฟันต่อฟัน พวกเราก็สู้สุดๆ ต้องเก็บข้อมูลทุกอย่าง เข้าไปสำรวจในพื้นที่เอง พากันลงดูสายน้ำแต่ละครั้ง เอาหลักฐานไปต่อสู้กับเขา ครั้งนั้นที่เขาบอกว่าเป็นป่าเสื่อมโทรม แต่ชาวบ้านก็ไม่เชื่อ เพราะภูเหล็ก ภูทับฟ้ามันเป็นเขาที่อุดมสมบูรณ์ สายน้ำชั้น 1A มันก็ยังมีอยู่ เขาไปโกหกได้อย่างไร ชาวบ้านก็ถามว่าจะสู้ได้ไหม สิ่งที่คุณไปไต่สวนนั้นมันไม่เป็นความจริง คือไม่ได้เข้าไปดู แต่คุณบอกว่าเป็นป่าเสื่อมโทรม

ขอฟื้นฟูต่อไป ฉบับของประชาชนให้ได้

ตอนนี้พวกเราก็ได้คุยกันคร่าวๆ ว่า อยากเอาตรงที่อยู่ภูทับฟ้า โรงงาน ตรงที่เขารื้อไปนั้น คือความคิดชาวบ้านอยากเอาเป็นพื้นที่เรียนรู้ เอาไว้ให้คนที่ไม่รู้ว่าเหมืองทองที่มันเกิดขึ้นที่บ้านนาหนองบง มันเกิดหายนะอะไรกับชุมชน ให้คนได้มาเรียนรู้ เป็นประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ก็อยากฟื้นฟูแหล่งน้ำ อย่างเช่นร่องห้วยเหล็ก ตอนนี้ก็ได้ไปประชุมกับคณะกรรมการน้ำแต่ละปี ก็พบว่าสารพิษสารเคมี มันก็ยังตกค้างหนักเหมือนเดิม

ชาวบ้านก็ยังต้องสู้ต่อไปในด้านการฟื้นฟู การกำจัดสารเคมีออกจากชุมชนให้ได้ และจะฟื้นฟูวัฒนธรรม สังคมในชุมชนให้กลับคืนมาเหมือนเดิม

“อย่างตอนนี้พวกพี่ก็คิดว่าฝ้าย เป็นสิ่งที่สำคัญในจังหวัดเลย แล้วก็เป็นปัจจัยสี่ในการห่มการใช้ อันนี้พวกพี่เล็งเห็นว่า ถ้ามีการฟื้นฟูเราก็อยากมีการทอผ้า หรือว่าปลูกฝ้ายในพื้นที่เกษตรกรรมตรงนั้นได้ จะเป็นตัวอย่างให้คนข้างนอกเห็นว่า เหมืองปิดไปแล้ว แต่เราก็มีการฟื้นฟู อยากให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว อยากให้คนได้ตื่นว่า มลพิษที่มันเกิดขึ้น เราได้ฟื้นฟูให้มันกลับมาได้”

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ