วันนี้ (4 มิถุนายน) เวลา 09.00 น. นายวันชัย พุทธทอง พร้อมด้วยทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) เดินทางไปศาลอาญา รัชดา กรุงเทพฯ ตามหมายนัดเพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำที่ อ 1949/2564, คดีหมายเลขแดงที่ อ 794/2566 กรณีบริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู๊ด จำกัด เป็นโจทก์ ฟ้อง นายวันชัย พุทธทอง ผู้ก่อตั้งและผู้ใช้ชื่อ “สื่อเถื่อน ข่าว” เป็นจำเลย ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

“สื่อเถื่อน” ยันทำหน้าที่ในฐานะสื่อแจ้งเตือนสังคม
สำหรับวันนี้ ในห้องพิจารณาคดีที่ 608 ผู้พิพากษาขึ้นนั่งบัลลังก์ ก่อนจะอ่านผลแห่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ยืนตามศาลชั้นต้น คือ พิพากษายกฟ้องนายวันชัย
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ศาลอาญา นายวันชัย ก็ได้เปิดเผยกับทาง CRC ในเวลาต่อมาว่า ตนก็รู้สึกดี เพราะว่า ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ออกมาวันนี้เป็นการยืนยันว่า ตนได้ทำหน้าที่ในบทบาทสื่อมวลชน เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์ แจ้งเตือนเรื่องราว ให้สังคมได้รับรู้รับทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้น และเป็นการทำหน้าที่สื่อมวลชนปกติ ซึ่งคำพิพากษาก็อธิบายในทำนองนี้ ก็คือ เป็นการทำหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชน แม้ว่าจะเป็นสื่อทางเลือกหรือสื่ออิสระก็ตาม
“จริงๆ แล้วสิ่งที่สื่อเถื่อนนำเสนอเนี่ย เป็นเอกสารและข้อมูลของทางราชการทั้งหมดเลยนะ เป็นข้อมูลที่สังคมรับรู้ และก็เป็นการแจ้งเตือนสังคม ไม่ได้มีเจตนาไปกลั่นแกล้งเขาเลย” นายวันชัย แจง
เรานำเสนอข้อเท็จจริง เป็นการแจ้งเตือนให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งก็เป็นการทำหน้าที่ของสื่อ คือถ้าอีกฝ่ายบอกว่าไม่จริง เขาก็ต่อสู้ เมื่อผลออกมาแบบนี้มันก็ว่าไปตามหลักฐานและข้อเท็จจริง
ด้านนายธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ซึ่งเดินทางไปร่วมฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในวันนี้ด้วย ก็ได้เปิดเผยว่า ตามคำพิพากษาเดิม (ศาลชั้นต้น) ศาลเห็นว่าเป็นการรายงานข้อเท็จจริงซึ่งก็สอดคล้องกับที่สื่อมวลชนอื่นๆ รายงาน ถึงเหตุการณ์ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็คือเป็นการทำหน้าที่แจ้งข่าวในฐานะสื่อมวลชน สำหรับคำพิพากษาวันนี้ คือศาลก็เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยรายงานไปมันเป็นข้อเท็จจริงที่พูดโดยรวม ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด ไม่ได้เจาะจงไปที่โรงงานของโจทก์ แล้วก็เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งมันก็เกิดขึ้นในขณะนั้น โดยพยานที่เป็นผู้รับมอบอำนาจของฝ่ายโจทก์เอง ก็เบิกความรับว่าเหตุการณ์ช่วงนั้นมันเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวหรือเหตุการณ์ทำนองนั้นจริง ก็คือว่ามีลักษณะการแพร่ระบาดจริงๆ
“เพราะฉะนั้น การรายงานข่าวของจำเลย ก็ถือว่าเป็นการนำเสนอข่าวที่ติชมโดยสุจริต ไม่เป็นความผิดตามที่ศาลชั้นต้นได้เคยวินิจฉัยไว้ ก็คือตามศาลชั้นต้นทุกประการเลย” ทนายธีรพันธุ์ อธิบาย
อ่านข่าวย้อนหลัง กรณีศาลชั้นต้น ยกฟ้อง “สื่อเถื่อน” รายงานข่าวโควิด-19 ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าจำเลยติชมด้วยความเป็นธรรม ไม่มีเจตนาใส่ความโจทก์ และเป็นประโยชน์ต่อสังคม ได้ที่
https://www.facebook.com/photo/?fbid=6017050108409688&set=a.629358417178911
การฟ้องคดีเพื่อปิดปาก (SLAPP) ไม่ตระหนักในหลักธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน
ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับคดีนี้ด้วยว่า อยากจะชวนวิเคราะห์ คือ คดีนี้โรงงานของโจทก์ รวมถึงสำนักงานต่างๆ ของเขาอยู่ที่จังหวัดสงขลา ส่วนตัวจำเลยเองก็เป็นผู้สื่อข่าวอิสระในท้องถิ่น ซึ่งก็เป็นที่รู้จักกันอยู่ว่า มีที่พักอาศัยอยู่ในจังหวัดสงขลา และบรรดาพยานในคดีนี้ส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นพนักงานของโจทก์ ซึ่งก็มีที่พัก มีที่ทำงาน และที่อยู่อาศัยที่จังหวัดสงขลา แต่ปรากฏว่าคดีนี้เขามอบอำนาจให้ตัวแทนของเขาในกรุงเทพฯ มาฟ้องคดีที่กรุงเทพฯ ซึ่งมันส่งผลต่อจำเลยในการที่จะต้องเดินทางไกลมาถึงกรุงเทพฯ หลายครั้งกว่าจะเสร็จสิ้นคดี
“อันนี้มันก็น่าสังเกตว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ที่จะต้องการสร้างภาระในการต่อสู้คดีเพิ่มขึ้นให้แก่จำเลยหรือเปล่า เพราะมันก่อให้เกิดภาระ เกิดค่าใช้จ่าย ซึ่งมันต้องแบกรับมากกว่าการต่อสู้คดีที่สงขลา” ทนายธีรพันธุ์ กล่าว
นายวันชัย ก็ได้กล่าวสำทับว่า “เราไม่ได้มีการเกลียดชังกันโดยส่วนตัว แต่เขาเอาวิธีการฟ้องคดีมาใช้ ทำให้ผมต้องเสียเวลา เสียต้นทุน และเสียทรัพยากรหลายอย่างเลย ซึ่งมันไม่ควรเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นใช่ไหมครับ เพราะว่าสิ่งที่สื่อมวลชน หรือผู้สื่อข่าวทำ คือการนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นให้สังคมได้รับรู้ รับทราบ”
ถ้าสื่อมวลชนไม่ตระหนัก และเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นสื่อมวลชนก็จะเฉยไม่กล้านำเสนอข่าว เพราะกลัวจะโดนฟ้องสังคมก็จะเสียโอกาส เสียผลประโยชน์ ดังนั้น มันต้องพิจารณาคดีแบบนี้กันใหม่หรือไม่ ในมุมของกฎหมายเราจะปรึกษาหารือเรื่องนี้กันอย่างไร เพราะว่าไม่เช่นนั้นแล้ว ถ้าใครไม่พอใจและก็เห็นว่าตัวเองจะได้รับผลกระทบ โดยไม่ได้สนใจข้อเท็จจริงก็คือฟ้องไว้ก่อน ไม่ได้สนใจเหตุผล ข้อเท็จจริง ไม่ได้สนใจแพ้หรือชนะ แต่จะฟ้องเพื่อปิดปาก
“จริงๆ แล้ว ภาคธุรกิจจะต้องตระหนักเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญใช่ไหมครับ ซึ่งมีเงื่อนไข มีข้อตกลงอยู่ในส่วนของภาคธุรกิจด้วยเรื่องพวกนี้ แต่ว่าไม่ได้ทำกัน” ผู้ก่อตั้งสื่อเถื่อน กล่าว
ด้านทนายธีรพันธุ์ ก็มีข้อเสนอในกรณีนี้ว่า กรณีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาซึ่งโจทก์อาจจะสามารถแจ้งความดำเนินคดีในหลายพื้นที่ ผมคิดว่ามันควรจะมีการแก้ไขกฎหมาย คือบีบให้แคบลง กล่าวคือ แม้ว่ากรณีเช่นนี้จะถือว่าเหตุมันเกิดขึ้นทั่วประเทศก็จริงอยู่ แต่ว่าควรจะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการกั่นแกล้งกัน เพราะว่าอย่างทุกวันนี้บางทีไปแจ้งความกันที่นราธิวาสบ้าง ไปแจ้งความกันที่เชียงรายหรือเชียงใหม่บ้าง เพื่อให้เป็นภาระการเดินทางไป ซึ่งมันควรจะมีจุดยึดโยงกับโจทก์หรือจำเลยว่าให้แจ้งความในท้องที่ที่ผู้เสียหายอยู่ หรือไม่ก็ท้องที่ที่จำเลยอยู่
ถ้าเกิดว่ามันเกี่ยวพันหลายท้องที่ก็ให้บีบให้มันแคบลง แม้จะถือว่าเหตุการณ์ถึงทั่วประเทศก็แจ้งความได้ทั่วประเทศ แต่ต้องยึดโยงกับหนึ่งอาจจะเป็นที่อยู่ของของผู้เสียหายของผู้ที่แจ้งความ หรือที่อยู่ของฝ่ายจำเลย หรือที่พยานหลักฐานส่วนใหญ่อยู่
“อย่างคดีนี้พยานหลักฐานส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดสงขลาด้วยซ้ำไป ซึ่งเป็นท้องที่เดียวกับที่จำเลยอยู่มันก็ควรจะแจ้งความดำเนินคดีกันที่นั่น มันไม่มีเหตุที่ควรจะมาดำเนินคดีกันที่ศาลอาญาเพราะมันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับใครเลย” ทนายธีรพันธุ์ เสนอ


