เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 – 15.00 น. ณ ห้องสำลี ใจดี ชั้น 4 สภาองค์กรของผู้บริโภค นางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค, นางสาวส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความและผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (ผ่านระบบออนไลน์) ได้ร่วมกันแถลงข่าว “การฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อให้ กพช. – กกพ. ยกเลิกค่า Adder จากค่า Ft” ซึ่งมีการถ่ายทอดสดผ่านเพจสภาองค์กรของผู้บริโภค และ The Publisher

นางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า วันนี้ทางสภาองค์กรของผู้บริโภค เราจะแถลงข่าวเรื่องกรณีที่ทางสภาองค์กรผู้บริโภคจะดำเนินการฟ้อง คณะกรรมการ กพช. หรือ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน คือ กกพ. ประเด็นที่จะฟ้องก็คือเพื่อเพิกถอน ประเด็นที่มีค่าใช้จ่ายที่รัฐให้ประโยชน์กับบริษัทผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งกรณีนี้ กพช. ได้มีมติตั้งแต่เมื่อสมัยปี 2549 ในการที่จะให้ส่วนที่เรียกว่า Adder หรือเรียกว่าค่าใช้จ่ายที่เป็นการให้กับบริษัทผลิตไฟฟ้าที่เป็นพลังงานหมุนเวียน

ในสมัยปี 2550 หรือเมื่อ 18 ปีที่แล้ว พลังงานหมุนเวียนจากแสงแดดนั้น การผลิตยังมีค่าใช้จ่ายที่สูง เพราะฉะนั้น รัฐจึงมีนโยบายที่จะให้ค่า Adder คือเพิ่มจากกระบวนการผลิต ซึ่งค่าใช้จ่าย หน่วยละ 3 บาท เศษ รัฐก็จะให้เพิ่ม เป็นจำนวนหน่วยละ 8 บาท เท่ากับ กฟผ. ตอนนั้นจะต้องซื้อไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์นั้นในราคาหน่วยละ 11 บาท

“ในกระบวนการที่ กพช. หรือคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้น ก็ได้กำหนดไปว่า ให้เป็นลักษณะของการทำสัญญาแบบอัตโนมัติ 5 ปี เมื่อหมดสัญญา 5 ปี ก็ให้มีกระบวนการต่อไปโดยอัตโนมัติทุก 5 ปี แล้วก็ต่อมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันนี้ค่าใช้จ่ายตรงส่วนนั้นทำให้ ประชาชนจะต้องแบกค่าไฟแพง”

ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะฯ ยังกล่าวอีกว่า ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะเข้าไปรวมอยู่ในค่า FT ซึ่ง กกพ. มีกฎหมายที่ระบุไว้ชัดเจนว่าจะต้องรักษาความสมดุลระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคที่รับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ แล้วก็คณะกรรมการของ กกพ. ก็เคยระบุเอาไว้แล้วว่าถ้าตัดค่าใช้จ่ายนี้ออกไปนั้น ก็จะสามารถลดค่าไฟ ลงไปได้ 17 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่ง 17 สตางค์ต่อหน่วยนี้ก็เป็นจำนวนที่เยอะมาก เพราะว่า 1 สตางค์เท่ากับ 2,200 ล้านบาท 17สตางค์ คือยอดเงินทั้งหมดคือ 37,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ประชาชนจะต้องแบก ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นไขมันส่วนเกิน

หลังจากที่ กกพ. เคยเสนอความคิดอันนี้ว่า ให้มีการตัดลดค่า Adder ลงไป จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายค่าไฟของประชาชนได้ 17 สตางค์ต่อหน่วย ก็ปรากฏว่ายังไม่มีการทำเลย เพราะว่าทาง กพช. ก็จะมีความเห็นว่า ไปลดไม่ได้เนื่องจากว่าไปทำสัญญากับเอกชนแล้ว

“เหมือนกับต้องรอให้หมดสัญญาแต่ทีนี้สัญญาของแต่ละบริษัทนั้น อาจจะไม่ตรงกันก็คือพอหมด 5 ปี คุณก็ต่อ 5 ปี หมด 5 ปี คุณก็ต่อ 5 ปี แล้วเมื่อไรจะเลิก เพราะฉะนั้นเราเห็นว่าค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่มาจากการผลิตไฟฟ้ามาขายให้กับประชาชน แต่เป็นนโยบายรัฐที่ต้องการจะอุ้มกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า”

การอุ้มนั้นเมื่อปี 2550 มาถึงปัจจุบัน 2568 มันคือ 18 ปี ใน 18 ปี มันยาวนานมากแล้ว และปัจจุบันนี้ไฟฟ้าที่ผลิตจากแสงแดดนั้นมีราคาที่แข่งขันได้แล้ว ซึ่งในสมัยของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอนที่เริ่มจะซื้อไฟฟ้าจากโซล่า ปรากฏว่าต้องการซื้อ 5,200 เมกะวัตต์ มีผู้เสนอขาย ถึง 17,000 เมกะวัตต์ ตอนนั้น รัฐบาลประกาศรับซื้อในราคา 2 บาท 17 สตางค์ 2 บาท 17 สตางค์นี้ ยังมีคนที่เสนอขายถึง 3 เท่า มันแสดงว่า พลังงาน คือแสงแดดที่เอามาผลิตเป็นไฟฟ้านั้นมันแข่งขันได้

แล้วก็เมื่อต้นปีนี้ บริษัทไทย บริษัทหนึ่งคือ GPSC ประมูลโดยการแข่งขันราคาที่ประเทศอินเดียเมื่อเดือนมกราคม 2568 ได้ในราคา 1 บาท 3 สตางค์ เท่านั้น 1 บาท 3 สตางค์ต่อหน่วย แต่เวลานี้เราไม่ยอมตัด Adder ก็คือ กฟผ. ก็ต้องซื้อไฟฟ้าจากแสงแดด ในราคา 11 บาทต่อหน่วย

“อันนี้มันคือไขมันที่ประชาชนต้องแบกรับ เมื่อเราสภาองค์กรของผู้บริโภคได้ทำเรื่องทักท้วงหลายครั้ง ก็ปรากฏว่าทาง กกพ. ไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ตอบสนองอะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเพื่อให้กระบวนการที่จะช่วยลดค่าไฟแพงให้กับผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยกลไกในการฟ้องศาลปกครองเพื่อที่จะให้ตัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อันนี้” นางสาวรสนากล่าว

ด้าน ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย อธิบายผ่านระบบออนไลน์ว่า เราต้องการฟ้องอะไร เหตุผลของการฟ้องและรายละเอียดข้อกฎหมายเป็นอย่างไร ซึ่งมี 3-4 ประเด็น ประเด็นแรกคือว่า เราต้องการจะฟ้องประการที่ 1 คือ มติ กพช. เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2549 ประการที่ 2 เราต้องการฟ้องประกาศ กกพ. เรื่องกรอบหลักเกณฑ์การกําหนดอัตราค่าไฟฟ้า 2564 แล้วก็ประกาศ กกพ. เรื่องกระบวนการขั้นตอนการใช้สูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ 2565 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับมาตรการจูงใจด้านราคาผ่านระเบียบการรับซื้อไฟฟ้า อันนี้ก็คือวัตถุแห่งคดีที่เราจะฟ้อง ก่อนที่จะไปสู่ประเด็นในทางข้อกฎหมาย ผมขอเรียนว่ากระบวนการขั้นตอนในการได้มาซึ่งไฟฟ้ามันมีขั้นตอนอยู่ 8 ขั้นตอน

โดยสรุปขั้นตอนแรก การประกาศใช้แผนพัฒนาไฟฟ้า ผลิตไฟฟ้าหรือเรียกว่า PDP จากการเสนอของ กพช. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อันนี้คือขั้นตอนที่ 1 หลังจากนั้น กพช. ก็จะนำแผน PDP นี้มาดำเนินการจัดหาไฟฟ้าเป็นระยะบนพื้นฐานหลักการ 3 ประการ คือ ประการที่ 1 ปริมาณเพียงพอต่อการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ประการที่ 2 ปริมาณไฟฟ้าดังกล่าวต้องไม่เพิ่มภาระราคาค่าไฟให้กับประชาชนโดยไม่จำเป็นอันนี้เป็นนัยยะสำคัญ ประการที่ 3 การผลิตไฟฟ้าต้องไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อันนี้คือ ขั้นที่ 2 ขั้นที่ 3 กระบวนการจัดหาไฟที่อาจดำเนินการโดยคณะกรรมการอื่นหรือโดยคณะกรรมการ กกพ. ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 11 (4)

ทั้งนี้ ตามมติ กพช. ที่มอบหมายพร้อมกำหนดเงื่อนไขให้ปฏิบัติตาม 4 ประการ อันนี้ก็คือ กกพ. ก็จะรับหลักการมาจาก กพช. และปฏิบัติตามเงื่อนไข 4 ประการ ประการที่ 1 ปริมาณไฟฟ้ารับซื้อในแต่ละรอบกี่เมกะวัตต์ ประการที่2 ราคาไฟฟ้ารับซื้อในแต่ละรอบหน่วยละกี่บาท ประการที่ 3 ประเภทพลังงานรับซื้อจากพลังงานฟอสซิลหรือพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานนิวเคลียร์ ประการที่ 4 รูปแบบการรับซื้อใช้วิธีแข่งขันราคาคัดเลือกคุณภาพหรือเปิดรับเป็นการทั่วไปอันนี้ก็คือ กกพ. ก็รับเรื่องมา จากนั้นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายตามมติ กพช. ทำหน้าที่จัดหาไฟ ออกระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าให้สอดคล้องกับมติ กพช. ก็คือตัว กกพ. นั่นเอง ขั้นตอนที่ 4 ก็ประกาศรายชื่อผู้ได้รับสิทธิ์เป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ขั้นตอนที่ 5 ผู้ได้รับสิทธิ์นำหนังสือแจ้งสิทธิ์ไปทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า อันนี้ก็ไปทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าทั้งหลาย ขั้นตอนที่ 6 ผู้ได้รับสิทธิ์เป็นผู้ผลิตไฟฟ้านำสัญญามาขอออกใบอนุญาตกับสำนักงานค้ำประกันกิจการพลังงานนะครับ ขั้นตอนที่ 7 ผู้ได้รับสิทธิ์เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าภายใต้การกำกับของสำนักงานค้ำประกันกิจการพลังงาน แล้วก็ขั้นตอนสุดท้าย การผลิตไฟฟ้าและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ภายใต้การกำกับของสำนักงานค้ำประกันกิจการพลังงานจนสิ้นสุดโครงการ

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าอันนี้คือกระบวนการทั้งหมดของการได้มาซึ่งไฟฟ้า ทีนี้เรามาดูตัว พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องพระราชบัญญัติประกอบกิจการพลังงาน 2550 กำหนดแนวทางการกำกับกิจการพลังงานที่คำนึงถึงหลักสมดุล 4 ประการ ประการที่ 1 ผู้ใช้ไฟฟ้า ประการที่ 2 ผู้ผลิตไฟฟ้า ประการที่ 3 ผู้ได้รับผลกระทบจากการผลิตไฟฟ้า และ 4 การใช้อำนาจของคณะกรรมการกิจการพลังงาน

ในกรณีของค่าไฟฟ้าเป็นการบังคับเก็บจากประชาชนที่ไม่สามารถต่อรองราคาได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้นี่เองมันมีมาตราที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 มาตรา คือมาตรา 64 กับมาตรา 65 ของ พ.ร.บ.กิจกรรมการพลังงาน มาตรา 64 บอกไว้อย่างนี้ บอกว่า ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายพลังงาน กำหนดแนวนโยบายและแนวทางกำหนดอัตราค่าบริการ ในการประกอบกิจการพลังงานตามที่ได้พูดกระบวนการมาสักครู่ อันนี้ก็ผ่านกระบวนการนี้ มาตรา 65 ภายใต้นโยบายและแนวทางที่คณะการกรรมนโยบายพลังงานแห่งชาติให้ความเห็นชอบ ให้คณะกรรมการ กกพ. กำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าบริการของผู้รับอนุญาต แต่ละประเภทโดยมีแนวทางดังต่อไปนี้ แนวทางที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือ (1) บอกว่าควรสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงและคํานึงถึงผลตอบแทนที่เหมาะสมของการลงทุนของการประกอบกิจการพลังงานที่มีประสิทธิภาพนี่คือ (1) กับวงเล็บ (4) คํานึงถึงความเป็นธรรมแก่ทั้งผู้ใช้พลังงานและผู้รับใบอนุญาต

“เพราะฉะนั้นข้อกฎหมายที่จะเกี่ยวข้องกับการกําหนดราคาตรงนี้มีอยู่ 2 วงเล็บ ผมย้ำดังนี้นะครับมาตรา 65 (1) ควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงนะครับแล้วก็ (4) คํานึงถึงความเป็นธรรมแก่ทั้งผู้ใช้พลังงานและผู้รับใบอนุญาต”

จากบทบัญญัติดังกล่าวนี่เอง จึงมีการกำหนดค่าไฟซึ่งต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่อย่างไรก็ตามในค่าไฟดังกล่าวมีประการหนึ่งที่เขาเรียกว่า ค่าใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐ หรือเราเรียกว่า Policy Expense หรือ PE อันนี้เป็นการคำนวณค่าไฟฟ้าที่ไม่ใช่ต้นทุนการผลิตที่แท้จริง แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่รัฐกำหนดขึ้นมาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับภาคเอกชนซึ่งปัจจุบันต้องบอกว่าไม่มีความจำเป็นต้องส่งเสริมให้เอกชนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด โดยข้อพิจารณาก็คือข้อพิจารณาที่รัฐเปิดรับซื้อไฟฟ้า 5,000 เมกะวัตต์นี้ จากพลังงานสะอาดปรากฏว่า มีผู้สนใจยื่นเสนอผลิต 1,000 เมกะวัตต์ หรือมีผู้ประสงค์ผลิตไฟฟ้ามากกว่าปริมาณรับซื้อไฟฟ้าถึง 3 เท่า เพราะฉะนั้นต้นทุนที่เป็นฐานค่าไฟตรงนี้ มันประกอบด้วย 4 ส่วน

ส่วนที่หนึ่งเขาเรียกว่าค่า AP คือ ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้า ค่าเตรียมความพร้อม ก่อนเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า รวมทั้งค่าบริหารค่าซ่อมบำรุง อันนี้เป็นต้นทุนที่แท้จริง อันที่สอง Energy Payment (EP) นี่ค่าเชื้อเพลิง ค่าสารเคมี ค่าควบคุมน้ำหล่อเย็น และค่าใช้จ่ายภาครัฐตรงนี้จะมาบวกอยู่ตรง Policy Expense อันนี้มันรวมอยู่ใน ประการที่ 2 ประการที่ 3 ระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้าอันนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่แท้จริง อันที่ 4 ค่าไฟฟ้าสาธารณะค่าไฟส่องสว่างถนนสาธารณะสวนสาธารณะ เพราะฉะนั้นส่วนที่มันไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่แท้จริง ไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริง ก็คือค่าใช้จ่ายภาครัฐที่เรียกว่า PE ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่แท้จริง อยู่ในค่าผันแปรของการผลิต

“เพราะฉะนั้นค่าผันแปรในส่วนที่เป็น EP มันจึงเป็นส่วนที่ไม่ได้สะท้อนตามมาตรา 64 เพราะไม่ใช่ส่วนที่เป็นต้นทุนที่แท้จริงตามมาตรา 65 (1) ซึ่งส่วนนี้เองครับ การกำหนดจึงไม่เป็นธรรมกับประชาชน”

การกำหนดจึงไม่เป็นธรรมกับประชาชนด้วยเหตุผล 2-3 ประการ การเก็บอัตราค่าไฟฟ้าในส่วนค่าใช้จ่ายภาครัฐ Policy F เป็นซึ่งมีอัตรา 0.17 สตางค์ต่อหน่วย เป็นอัตราที่เป็นภาระกับประชาชนเกินสมควรโดยมีเหตุผลดังนี้ ประการที่ 1 อัตราค่าไฟจะคิดจากต้นทุนในแต่ละช่วง การรับซื้อไฟฟ้าแต่ละรอบจึงมีราคาที่แตกต่างกัน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือการรับซื้อไฟฟ้าอายุสัญญา 5 ปี แต่ต่อสัญญาได้ต่อเนื่องอันส่งผลให้สัญญาดังกล่าวไม่มีวันหมดอายุ ทำให้ราคาค่าไฟไม่ปรับไปตามต้นทุนที่แท้จริง และรัฐนำค่าไฟฟ้าดังกล่าวมาบังคับเก็บจากประชาชน เข้าลักษณะเป็นไม่เป็นธรรมกับประชาชนและผลักภาระให้กับประชาชนเกินสมควรนี่ประการที่ 1

ประการที่ 2 การรับซื้อไฟฟ้าตามสัญญา Adder และ Feed ด้วยข้ออ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เช่น การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เมื่อปี พ.ศ. 2552 กำหนดราคารับซื้อหน่วยละ 11 บาท แต่ปัจจุบัน รัฐประกันราคารับซื้อ 2.16 บาท รับซื้อปริมาณ 5,000 เมกะวัตต์ แต่มีผู้เสนอ 17,000 เมกะวัตต์ มากกว่า 3 เท่า แสดงให้เห็นว่ารัฐไม่มีความจำเป็นต้องส่งเสริมหรือสร้างแรงจูงใจ เพราะเอกชนแย่งกันเสนอคำขอผลิตไฟฟ้ามากกว่าปริมาณซื้อถึง 3 เท่า ดังนั้นค่าใช้จ่ายภาครัฐ หรือเรียกว่า Policy Expense  ที่มีเหตุผลมาจากประเด็นดังกล่าว จึงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่การยังคงค่าใช้จ่ายภาครัฐหรือ PE ไว้กับผู้ใช้ไฟฟ้าจึงปราศจากเหตุผลด้วยประการทั้งปวง

ประการที่ 3 กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในกลุ่มนี้ มีไม่ถึง 10% ของการรับซื้อไฟทั้งหมด แต่กลับนำค่าใช้จ่ายภาครัฐ PE มากำหนด ให้เกิดผลกระทบต่อราคาของผู้ใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยเป็นการทั่วไปและไม่มีขอบเขตของระยะเวลาที่แน่ชัด จึงเป็นการผลักภาระให้กับประชาชนมากเกินสมควรโดยที่ประชาชนไม่สามารถโต้แย้งมาตรการของรัฐดังกล่าวได้ เพราะฉะนั้นการที่รัฐกำหนดมาตรการดังกล่าว จึงไม่เป็นไปตามมาตรา 65 (1) แผนประหยัดประกอบกิจการพลังงาน เรื่องนี้ไม่ได้สร้างความเสียหายหรือผลกระทบต่อผู้ประกอบการ เพราะการคิดอัตราบนพื้นฐานของต้นทุนที่แท้จริงนั้น สามารถดําเนินการให้สอดคล้องกับมาตรา 65 (4) คือ คํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ใช้พลังงานกับผู้รับอนุญาต ซึ่งมีวิธีการที่จะแก้ไขได้หลายวิธีการ

“ผมจะไม่ลงไปเรื่องการวิธีการแก้ไขอย่างไร แต่จะเน้นให้เห็นประเด็นว่าการที่คิดค่า PE แล้วผลักภาระมาให้ประชาชนโดยไม่มีข้อจํากัด เรื่องเวลาเรื่องเงื่อนไขอื่นอื่น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการผลักภาระเกินสมควรให้ประชาชนและเป็นการไม่สอดคล้องกับมาตรา 65 (1) และ (4) ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงฟ้องเพื่อขอให้รัฐดําเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายโดยการเพิกถอนมติดังกล่าว อันนี้ก็เป็นเหตุผลในเชิงกฎหมายที่จะดําเนินการในการฟ้องร้องเพื่อ ลดภาระของประชาชน” ศ.ดร.บรรเจิด กล่าว

ในส่วนของ นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความและผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า ในส่วนของการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีก็คือ ตัวของทางสภาองค์กรของผู้บริโภคที่จะเป็นผู้ฟ้องคดีแทนเพื่อปกป้องประโยชน์ของผู้บริโภคในฐานะที่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งสภาองค์กรของผู้บริโภคก็จะดำเนินการโดยที่ได้มีมติในที่ประชุมเพื่อที่จะให้มีการฟ้องคดีนี้ โดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีก็อย่างที่ทางคุณรสนาชี้แจงแล้วว่าจะมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)

“ตอนนี้กำหนดที่เราเตรียมไว้สำหรับการฟ้องคดี คือ กระบวนการขั้นตอนในเรื่องเอกสารและเรื่องข้อมูลต่างๆ ที่กำลังรวบรวม ซึ่งคาดว่าจะเสร็จภายในสิ้นเดือนสิงหาคม และสามารถที่จะยื่นฟ้องได้ หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 4 กันยายน” นางสาว ส.รัตนมณี กล่าว

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ