เพียรพร ดีเทศน์ องค์กรแม่น้ำนานาชาติ ได้นำเสนอว่า แม่น้ำกกซึ่งไหลมาจากรัฐฉานเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดที่รัฐฉานตะวันออกอยู่ใกล้กับแม่น้ำสายมีลักษณะเป็นขุ่นข้นมาก หลังจากน้ำท่วมที่เชียงรายเมื่อปีที่แล้วเดือนกันยายน 2567 ชาวบ้านโทรมาบอกว่ามาเยี่ยมหน่อยสิ เพราะว่ารู้สึกว่าน้ำมันขุ่นมากผิดปกติพอเราไปเราก็พบว่า ช่วงนี้แม่น้ำทางตอนบนของภาคเหนือไม่ว่าแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง มันต้องใสแล้วก็เป็นตามธรรมชาติเป็นวัฏจักรธรรมชาติตามฤดูกาล แต่ปรากฎว่าน้ำมันขุ่นแบบนี้ชาวบ้านก็เรียกร้องว่ามันเกิดอะไรขึ้นอยากจะให้มีการแก้ไขแล้วชาวบ้านทราบว่ามีการทำเหมืองแร่ทองคำและเหมืองแร่อื่นๆ ที่ชาวบ้านไม่รู้จักทางต้นน้ำ ซึ่งก็โชคดีว่ามีเพื่อนๆ เราที่ทำงานอยู่ที่รัฐฉาน มูลนิธิสิทฺธิมนุษยชนไทใหญ่ Shan Human Rights Foundation (SHRF) เขาได้ทำข้อมูลออกมาแล้วก็ได้ซื้อภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งชี้ให้เราเห็นว่าทางตอนบนของแม่น้ำกกในเวลานี้มีการเปิดหน้าดินเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นเหมืองทองหรือเหมืองอื่นๆ ที่เราไม่รู้จักเท่านั้นแต่มีหลุมกลมๆ ที่เราเคยเห็นแล้วที่รัฐคะฉิ่นก็คือเป็นลักษณะของการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ หรือเรียกแร่หายาก

“เราได้ยินแล้วก็ทราบกันในระดับหนึ่งว่าเป็นแร่ที่มีคุณค่าในการเปลี่ยนผ่านพลังงานในทางการเรื่องเทคโนโลยีต่างๆ โทรศัพท์ แม่เหล็กที่ใช้ในรถไฟฟ้าหรือยานยนต์ไฟฟ้าหรืออื่นๆ รวมทั้งอุตสาหกรรมยุทธปกรณ์ด้วยเช่นกันหัวจรวดขีปนาวุธต่างๆ ซึ่งเราก็รู้สึกว่าโลกทั้งใบทำไมมันต้องมาขุดเอาตรงนี้ด้วย มันเป็นแบบต้นน้ำของคนจำนวนมาก”

แม่น้ำกกไหลผ่านจากรัฐฉานเข้าเชียงรายแล้วก็ไหลสู่แม่น้ำโขง 280 กม. ระยะทางที่อยู่ในเชียงรายอยู่ในประเทศไทย เชียงใหม่-เชียงราย ถึงประมาณ 157 กม. แล้วก็เมื่อมีการยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการต่างๆ รวมทั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรรมาธิการในสว. กรรมาธิการในสภาผู้แทนฯ (สส.) ก็มีการเรียกให้หน่วยงานต่างๆ เอาข้อมูลมาเปิดเผยมาให้กรรมาธิการ ก็มีข้อมูลจากทางการ 2-3 ชิ้น ที่ค่อนข้างน่าสนใจ ชิ้นนี้ของ Gistda ก็ปรากฎว่าเขาสำรวจพบจากทางดาวเทียมของประเทศไทยว่ามีการทำเหมืองแร่เปิดหน้าดินบริเวณต้นน้ำกกในเขตของพม่าอย่างจุดนี้อยู่บนภูเขาห่างจากแม่น้ำกกเพียงแค่ 1 กม. เท่านั้นเอง แล้วก็ส่วนทางหน่วยงานอื่นๆ เขาก็ได้ดูภาพถ่ายดาวเทียมเช่นเดียวกันน่าสนใจตรงที่ต้นแม่น้ำกก-แม่น้ำสายในปี 2020 ก่อนที่จะมีรัฐประหารในพม่าตอนนั้นน่าจะมีการทำเหมืองอยู่ประมาณ 4 แห่ง หลังจากนั้นปี 2023 เพิ่มขึ้นเกือบเป็น 10 แห่ง เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังรัฐประหารปี 2021 แล้วก็ 2025 ล่าสุดน่าจะเกือบๆ 20 แห่งแล้ว ซึ่งเรามีข้อมูลจำกัดมากว่าเหมืองเหล่านี้มันคือเหมืองอะไรบ้าง แล้วมันจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง เรื่องการบำบัดไม่ต้องพูดถึงมันไม่มีการบำบัดอยู่แล้วเพราะเราทราบดีว่าในประเทศจีนการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธหรือเหมืองแร่ต่างๆ หลังจากผลิตแล้วก็ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้วก็ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศมาก ทำให้มีมาตรการการควบคุมการจัดการการทำเหมืองแร่ที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้นนั้น ทำให้กลุ่มบุคคลหรือบริษัทขนาดเล็กออกมาทางหลังบ้าน ก็คือมาทางพม่าเริ่มต้นเขาไปที่รัฐคะฉิ่น คือทางตอนเหนือของพม่าแล้วก็ทำเหมืองแร่อย่างเอิกเกริกแล้วก็ส่งผลกระทบรุนแรง และกว้างขวางมากในรัฐคะฉิ่น และขนาดนี้เขาลงมาทางใต้คือลงมาทางรัฐฉานซึ่งติดกับพรมแดนไทยที่จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่

ดังปรากฏอยู่ในภาพนี้แม่น้ำกกที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยจากรัฐฉานก็มีความขุ่นข้นแบบนี้ตลอดเลย ซึ่งมันเป็นภาวะที่เรียกได้ว่าน่าเป็นห่วงมากอย่างในภาพนี้สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคป.1) เชียงใหม่ อยู่ดูแลทางภาคเหนือ หลังจากชาวบ้านได้ร้องเรียนแล้วก็ออกข่าวออกผ่านทางสื่อมวลชนต่างๆ ก็ได้มีการลงมาตรวจสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนในแม่น้ำก็ถือได้ว่าต้องชมเลยว่า สคป.1 ทำงานได้ดีมากตรวจที่แม่น้ำกกทั้งหมด 3 จุด ที่เชียงใหม่แล้วก็อีก 10 กว่าจุดที่เชียงราย แล้วก็ตรวจถึงแม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก-แม่น้ำโขง รวมทั้งลำน้ำสาขาต่างๆ ที่ไหลลงสู่แม่น้ำกกได้แก่ แม่น้ำฝาง-แม่น้ำลาวอื่นๆ ข้อค้นพบก็คือตรวจ 10 ครั้ง 8 ครั้งแรกแม่น้ำกกมีพบสารโลหะปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานทุกครั้ง แม่น้ำโขง-แม่น้ำสายด้วยเช่นเดียวกัน ที่น่าสนใจคือแม่น้ำสายซึ่งก็มีเหมืองแร่ขุดอย่างเอิกเกริกก็พบว่ามีค่าสารหนูเกินค่ามาตารฐานมากถึง 4-5 เท่า ส่วน 2 ครั้งหลังพบว่าแม่น้ำกกพบสารหนูและค่าสารโลหะอื่นๆ แต่ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน คำอธิบายก็คือว่าเป็นไปได้ว่ามีพายุเข้าแล้วทำให้ถนนขาดแล้วก็กิจกรรมเหมืองแร่ต้นแม่น้ำกกไม่สามารถดำเนินการได้ก็เลยทำให้ความเข้มข้นของสารโลหะหนักที่ไหลมากับแม่น้ำนั้นจางลงสิ่งที่เราค่อนข้างน่ากังวลมากกว่านั้นทีแรกเราบอกว่าปัญหาเกิดขึ้นที่แม่น้ำกกแล้วก็เป็นปัญหาคนเชียงราย-เชียงใหม่ แต่หลังจากนั้นเราพบว่ามันปนเปื้อนไปถึงแม่น้ำโขง

“การตรวจครั้งแรกๆ พบว่าที่แม่น้ำโขงที่เชียงแสนเนี่ย สูงเกินค่ามาตรฐานสารโลหะหนักสารหนูมากถึง 2-3 เท่า แล้วก็ช่วงนั้นทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายก็ได้ออกประกาศงดมีคำแนะนำให้กับประชาชนงดสัมผัสโดยตรงไม่ให้ใช้แม่น้ำกกโดยตรง ที่เทศบาลตำบลแม่ยาวก็ออกประกาศเรียบร้อยเลยว่าไม่ควรอันตรายจากสารหนูปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติให้หลีกเลี่ยงแม่น้ำที่ปนเปื้อนแล้วก็ไม่ควรใช้ล้างผักล้างสิ่งต่างๆ”

เราในฐานะประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้ก็สงสัยเราแค่มองเอาใช้เปิดโทรศัพท์ดูในแค่ Google Map หรือว่า Google Earth ก็พบว่ามันมีการเปิดหน้าดินจำนวนมากแล้วก็มีลักษณะที่เป็นเหมืองแร่ทองคำเหมืองแร่อื่น ๆ รวมทั้งเหมืองแร่แรร์เอิร์ธด้วย หน่วยงานภาครัฐไม่เห็นหรืออย่างไร ก็ปรากฏว่าทางหน่วยงานภาครัฐในหน่วยงานความมั่นคงก็มีข้อมูลออกมาแต่ว่าเป็นรายงานที่เขาไม่ได้เปิดเผยซะทีเดียว ก็คือส่งให้บางกลุ่มบางคนแต่ให้เห็นชัดเจนว่าที่แม่น้ำสายมีการทำเหมืองถึง 10 อย่างน้อย 14 แห่งแล้วทั้งหมดเป็นเหมืองแร่ทองคำแล้วก็เป็นจุดๆ แดงๆ ที่เป็นเหมืองแรร์เอิร์ธด้วย จุดนี้ห่างจากแม่น้ำสายเพียง 0 กม. คือตั้งอยู่บนแม่น้ำสายเลยขุดกลางแม่น้ำตรงๆ เพิ่งไปลงพื้นที่มาปรากฏว่ายืนอยู่บนแผ่นดินไทยที่อำเภอแม่ฟ้าหลวงมองลงไปเห็นเหมืองลักษณะนี้เลยแบบเต็มๆ ตาเลยแล้วก็ หลายคนก็รู้สึกว่ามีกลิ่นสารเคมีแล้วก็รู้สึกคอแห้งแต่บางคนก็รู้สึกเวียนหัวนิดๆ นี่ขนาดเราอยู่ไกลหลายกิโลเมตรแต่ว่ามองเห็นจากประเทศไทยก็ยังรู้สึกว่าสิ่งที่มันกำลังเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นได้จากประเทศเพื่อนบ้านของเราไม่มีกฎหมายไม่มีประชาธิปไตยไม่มีส่วนร่วมของประชาชนที่จะเข้ามากำกับดูแลกิจกรรมลักษณะนี้ เราได้ยินหลายครั้งว่าเหมืองแร่ทองคำที่พิจิตรเหมืองทองที่เลยหรือว่าที่อื่นๆ สร้างผลกระทบต่อพี่น้องรุนแรงนี่เป็นเหมืองที่อยู่ประเทศเพื่อนบ้านและไม่มีกฎหมายมันยิ่งหนักกว่าเดิมอีก แล้วเรารู้สึกว่าทำไมเขาไม่แจ้งให้เราทราบว่ามันกำลังทำอะไรอยู่หรือหน่วยงานรัฐไทยทำไมจะไม่สามารถขอข้อมูลจากฝั่งพม่าได้ โชคดีที่เชียงรายมีภาคประชาชนที่ค่อนข้างเข้มแข็งพยายามส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีถึงนายกฯ ถึงหน่วยงานต่างๆ แล้วก็ติดตามอย่างเข้มข้นแต่ข้อที่น่าสนใจก็คือว่าเหมืองแร่เหล่านี้มันขยายตัวอย่างรวดเร็วมันอาศัยช่องว่าระหว่างกฎหมาย บ่อของเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่อยู่แม่น้ำที่เหนือแม่น้ำโขงพรมแดนไทย-ลาว พม่าที่สามเหลี่ยมทองคำวิวร้อยล้านสวยมาก แต่ปรากฏว่ามันคือเหมืองแห่งความตายมันเป็นบ่อที่น่ากลัวมากแล้วก็ชาวบ้านก็รายงานว่าเมื่อวัวควายเข้าไปกินน้ำที่ตามลำธารที่ไหลมาจากบ่อเหล่านี้ก็คือตายเลยตายในทันทีภายในแป๊บเดียวระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ปัญหานี้กำลังลามเข้าสู่ภูมิภาคคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission : MRC) ได้ลงไปตรวจในช่วงเดือนมิถุนายน ผลตรวจเข้าตรวจที่พรมแดนลาว-พม่าตอนบนแถวๆ สามเหลี่ยมทองคำลงมาถึงหลวงพระบางก็เรียกได้ว่าตรวจค่อนข้างครอบคลุมทีเดียวในศักยภาพที่เขามี ข้อที่สำคัญก็คือในรายงานของ MRC ระบุว่ามีสารปนเปื้อนก็คือ อาร์เซนิค สารหนูแล้วก็มีความเข้มข้นมีความเป็นพิษมากส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงกำลังเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารในลุ่มแม่น้ำโขงแล้วก็ส่งผลกระทบระยะยาวต่อระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชนและที่สำคัญที่สุด ความเข้มข้นของสารหนูขณะนี้กำลังลามเข้าสู่แผ่นดินลาวเป็นที่เรียบร้อยก็ได้มีการมาจัดประชุมเรื่องสุขภาพน้ำในแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขงที่เชียงรายโดยท่าน CEO ก็ได้มาเองข้อมูลที่สอดคล้องกันก็คือ Stimson Center ซึ่งได้ตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมก็พบว่าไม่ใช่แค่ลุ่มน้ำโขงตอนบน

“ในขณะนี้ลุ่มน้ำโขง-ลุ่มน้ำสาละวิน-ลุ่มน้ำของลาวที่ไหลเข้าสู่เวียดนาม มีเหมืองแร่ที่เกี่ยวข้องกับแร่แรร์เอิร์ธทั้งหมดมากถึง 540 เหมือง ซึ่งเหล่านี้มันกำลังจะกลายเป็นวิกฤตทางสิ่งแวดล้อมและวิกฤคทางการปนเปื้อนที่อาจจะใหญ่ที่สุดเท่าที่เราเคยพบว่า แล้วในขณะนี้ก็ยังไม่พบว่ารัฐบาลไทยหรือรัฐบาลในลุ่มน้ำจะออกมาพูดถึงปัญหานี้อย่างจริงจังอย่างไร”

แม่น้ำโขงที่ลาวในตอนท้ายน้ำจากจังหวัดเชียงรายก็ยังคงเป็นแม่น้ำที่ยังไหลอยู่ แม้ว่าในนั้นจะมีสารหนูมีสารปนเปื้อนต่างๆ แต่ว่าในอนาคตหากมีการก่อสร้างเขื่อนเพิ่มเติม เขื่อนปากแบงที่อยู่ในลาวตอนบนท้ายน้ำจากจังหวัดเชียงรายไปประมาณ 97 กม. เขื่อนมีลักษณะแบบนี้ก็ถ้าจะสร้างกั้นแล้วบริษัทก็ได้แจ้งว่าจะมีการเริ่มก่อสร้างในเดือนตุลาคม โดยบริษัทได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับบริษัทไทยแล้วเป็นระยะวลา 29 ปี กับ กฟผ. หากก่อสร้างเราในฐานะคนที่อยู่เชียงรายแล้วก็น้ำประปาเชียงของ-น้ำประปาเชียงแสน ใช้น้ำโดยตรงจากแม่น้ำโขงก็กลายเป็นว่าแม่น้ำโขงที่ไหลอยู่ก็จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำของเขื่อนแล้วก็จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำที่สะสมตะกอนสารพิษนี้แล้วคุณภาพชีวิตของประชาชนจะเป็นอย่างไร โรคมะเร็งหรือโรคอื่นๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อสุขภาพของมนุษย์นี่ไม่ต้องพูดถึงสุขภาพของแม่น้ำหรือพันธุ์ปลาหรือระบบนิเวศอื่นๆ เหล่านี้กำลังตกอยู่ในความอันตรายอย่างแสนสาหัส

จริงๆ แล้วสหประชาชาติมีข้อเสนอไว้เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมาเกี่ยวกับแร่แรร์เอิร์ธแล้วก็แร่หายากหรือเรียกว่า Transition minerals มีทั้งหมด 7 ข้อเป็นหลักการที่ต้องนำไปปฏิบัติแล้วก็คำนึงถึงอยู่เสมอ ข้อที่ 1 คือ สิทธิมนุษยชนต้องอยู่กึ่งต้องอยู่ใจกลางของการพัฒนาเหล่านี้ ข้อ 2 คือ สุขภาพของโลกใบนี้สุขภาพของความหลากหลายทางชีวภาพเป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงอย่างจริงจังแล้วก็ต้องนับรวมด้วยในการพัฒนาแร่เหล่านี้เพราะในฐานะคนท้องถิ่นจะบอกได้ว่ามันไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าน้ำสะอาดแผ่นดินสะอาดแล้วก็ชีวิตของลูกหลานและอนาคตของเรา


ชนาง อำภารักษ์ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง บรรยายว่า จากที่คุณเพียรพร ดีเทศน์ พูดคือจะเน้นในเมียนมาแล้วในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ก็ขยายจากเมียนมาเข้ามาในลาวด้วยคือมันตอบสนองอุตสาหกรรมสีเขียวในการหาแหล่งสายแร่ที่จะเอาไปสนับสนุนเกี่ยวกับเรื่องพลังงานรถแบตเตอรี่รถ EV เครื่องมือยุทธปกรทางทหาร แต่ในกรณีของลาวอาจจะทวนความจำหลายคนน่าจะได้ยินข่าวที่มีรถขนกรดซันฟูริคคว่ำในน้ำคาน ยังไม่ได้คิดว่าคือเหมืองอะไรแต่จริงๆ มันคือเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่อยู่ในลาว แล้วการที่รถขนส่งที่อยู่ในกระบวนการขนส่งการทำเหมืองผลิกคว่ำทำให้เห็นถึงความไม่ได้มาตรฐานของการทำเหมืองแร่ในลาว ที่จะพูดจะเน้นในลาวและมันเกิดอะไรขึ้นบ้างกับสถานการณ์เหมืองแร่จริงๆ อาจจะไม่ใช่เหมืองแร่แรร์เอิร์ธหรอก มันหลายๆ เหมืองแร่ที่มันเกิดขึ้นแล้วก็ได้สัมปทานจากรัฐในลาว ก็คือว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในปัจจุบันอย่างที่บอกมาช่วงแบบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมามันเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญในภาคเศรษฐกิจของประเทศลาว

เมื่อก่อนเราจะได้ยินว่า Battery of Asia มันขับเคลื่อนเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำตอนนี้มีธุรกิจเหมืองแร่เพิ่มเข้ามา ก็คือหลั่งไหลเอาเงินทุนจากนอกประเทศเข้ามาลงทุนเป็น FDI = Foreign Direct Investment ก็คือการลงทุนการลงทุนโดยตรง การลงทุนโดยตรงแบบนี้มันไม่ใช่การลงทุนธรรมดาแต่มันคือการลงทุนขนาดใหญ่แล้วหลายๆ บริษัทเขาพยายามทำให้ครบวงจรก็คือตั้งแต่ขุดแร่ แปรรูปแร่ ขนส่งแร่ ผ่านลาวผ่านเมียนมาผ่านเวียดนาม เหล่านี้เป็นต้นก็คือเป็นธุรกิจครบวงจรถ้าใครได้ถือสัมปทานนี้ไว้คือจะเป็นคนที่มีอิทธิพลมากในพื้นที่ แล้วก็ในอุตสาหกรรมแร่ทำไมมันถึงเป็นที่น่าสนใจ หนึ่ง คือว่าทรัพยากรในลาวเยอะมากโดยเฉพาะทรัพยากรแร่ แล้วที่สำคัญคือลาวเพิ่งขุดพบแร่แรร์เอิร์ธ มันมีหลายประเภทมีประเภทหนึ่งที่ว่าการผลิตต้นทุนต่ำมากแล้วเอาไปใช้ได้ง่ายได้เยอะเป็นแรร์เอิร์ธในแบบที่ทั่วโลกต้องการเจอที่ลาวทุกอย่าง ทำให้ลาวตอนนี้เริ่มพรุนแล้วและเริ่มมีการรับการลงทุนเข้ามา แล้วก็พื้นดินในลาวนอกจากน้ำจะพรุน แล้วพื้นดินก็เริ่มพรุน เพราะว่าตลาดแร่ปรับตัวสูงขึ้นจากความต้องการของตลาดโลก อย่างที่บอกว่า FDI มันจำเป็นทั้งเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังพัฒนาแต่ว่าจริงๆ มันไม่ใช่ข้อดีทั้งหมดเพราะมันปิดโอกาสให้เกิดผลกระทบอย่างที่คุณเพียรพร ดีเทศน์ พูดไปถ้าเราไม่มีกลไกในการกำกับหรือควบคุมแร่หรือการผลิตแร่ในลาวก็อย่างที่เห็นกรณี กรดซัลฟิวริก รั่วไหล

“เท่าที่ค้นข้อมูลดูอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในลาวเยอะมากแต่แทบจะ 1 ใน 3 ที่จะถูกกฎหมาย นอกนั้นคือไม่ได้รับการควบคุมไม่ได้มีการกำกับดูแลทั้งว่าในตั้งแต่เริ่มต้นระหว่างแล้วก็หลังจากการทำเหมืองคือในระยะปฏิบัติการไม่ได้มีการควบคุมอะไรจากลาวเท่าไร ดังนั้นความมั่นคงทางเศรษกิจมันแลกมาด้วยความไม่มั่นคงทางระบบนิเวศแล้วก็สิทธิมนุษยชน”

ว่าแล้วทำไมถึงปล่อยให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชนถ้าพูดเรื่องนี้ในลาวก็จะยาก แต่อย่างน้อยก็ต้องพูดคือเรื่องกรอบกฎหมายมีความท้าทายอยู่ทั้งในด้านการกำกับดูแล ถ้ามองภาพรวมของอุตสาหกรรมเหมืองในลาวทั้งหมด แรร์เอิร์ธก็เป็นที่ต้องการสูงอย่างสูงมันก็มีการปรับปรุงกฎหมายแร่ในลาวตั้งแต่ปี 2017 เขาจะวางหลักเกณฑ์ว่าต้องมีการสำรวจการทำเหมืองการแปรรูปแบบไหนบ้าง ที่จะอยู่ในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแล้วก็ความปลอดภัย คือมันอยู่ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมของลาวการทำเหมืองแร่ในลาวต้องทำ EIA (รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) ก็จะมีกฤษฎีกา EIA ในลาวตั้งแต่ปี 2019 คือกำหนดให้เหมืองแร่ทุกแห่งต้องจัดทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ก็เป็นสิ่งที่ดีในการทำธุรกิจขนาดใหญ่ แล้วก็ต้องมีการได้รับอนุญาตก่อนเริ่มดำเนินการหลายๆ บริษัทที่เข้าไปทำเหมืองแร่ในลาวใช้เวลาเป็น 10 ปี ตั้งแต่การยื่นข้อเสนอจนกว่าจะผ่านแล้วเซ็น MOU กันก็คือใช้ระยะเวลานานมาก ลาวออกคู่มือสำหรับการทำเหมืองคู่มือสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในลาวก็คือเรียกได้ว่าครบวงจรอำนวยความสะดวกอย่างมากแก่บริษัทที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ สิ่งที่บังคับใช้ในลาว คือมีกรอบกฎหมายที่บังคับใช้คืออย่างที่พูดไปจะเป็นกฎหมายแร่ กฎหมายสิ่งแวดล้อมแล้วก็มีกฤษฎีกาเกี่ยวกับ EIA ที่ต้องจัดทำคือโครงการขนาดเล็กผลกระทบจำกัดหน่อยก็จะทำ IE = Initial Environmental Examination แต่ถ้าขนาดใหญ่มีผลกระทบรุนแรง เช่น เหมืองแร่แรร์เอิร์ธก็ต้องทำ EIA แล้วก็ต้องมี Environmental Management แล้วก็ Monitoring คือต้องมีกระบวนการครบวงจรหลังจากการผลิตเหมืองด้วยแล้วก็มีใบสิ่งแวดล้อม

คำถามคืออย่างที่บอกว่าแล้วมันทำได้จริงตามนี้จริงๆ หรือเปล่า ก็อย่างที่เราเห็นกันจริงๆ มันทำไม่ได้เพราะศักยภาพในพื้นที่โดยเฉพาะบุคคลากรที่จะเข้ามากำกับดูแลในลาวขาดแคลนมากเราไม่ได้มีผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาควบคุมกำกับผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาคอยเช็คว่ารายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมนนั้นถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐที่จะเข้าไปเช็คในไซต์งานของเหมืองแต่ละที่หรือตรวจสอบว่าอันนี้ได้มาตรฐานอันนี้ไม่ได้มาตรฐานยังขาดแคลนอยู่มาก ไม่ได้มีข้อมูลทางธรณีวิทยาที่เพียงพอด้วยที่จะซัพพอร์ตพนักงานซัพพอร์ตคนที่ทำงานในประเทศเพื่อกำกับตรวจสอบดูแล อีกอย่างคือขึ้นตอนอนุมัติที่ซับซ้อน ทำไมขั้นตอนที่ซับซ้อนเหมือนมันจะดี เพราะมันคอยเป็นปราการคุ้มครองให้มันทำได้ยาก แต่พอมีขั้นตอนอนุมัติที่ซับซ้อนหลายบริษัทไม่ขอไม่รอแบบนี้เป็นต้นก็เหมือนกับเป็นองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่ทำให้เหมืองแร่ในลาวเป็นที่น่าสนใจและเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตามมามากมาย

“ก็เป็นความท้าท้ายของลาวเองด้วย ที่ลาวก็เริ่มปรับตัวจากหลายๆ บริษัทที่มีการมีผลกระทบมีสารเคมีรั่วไหลออกมา เมื่อมีการเรียกร้องจากชุมชนว่าเกิดผลกระทบมหาศาลก็เริ่มมีการปรับตัวออกมาตรการว่าถ้ายังมีการทำอีกรั่วไหลอีกจะต้องระงับการสร้างเขื่อนหรือการขุดเหมือง”


กรกนก วัฒนภูมิ จาก EarthRights International ให้ข้อมูลว่า ประเทศจีนเป็นผู้ผลิตและผู้รับซื้อแรร์เอิร์ธ รายใหญ่จะเห็นว่าประเทศจีนควบคุมแรร์เอิร์ธ 70 % ของเหมืองทั้งโลกประเทศจีนสกัดแร่แรร์เอิร์ธได้เป็น 85 % ของทั้งโลกและประเทศจีนผลิตแม่เหล็กถาวร คิดเป็น 90 % ของทั้งโลกเขาเป็นทั้งผู้ผลิตแล้วก็ผู้ใช้เองด้วยและก็เป็นผู้ส่งออกไปอเมริกา EU ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ส่วนของ EU อยากจะไฮไลท์ไปที่เยอรมัน เพราะว่าถ้าเราดูรถบ้านเรารถเยอรมัน มันมีกี่ยี่ห้อนั่นแหละใช่หมดเลยหรือว่ากังหันลมผลิตไฟฟ้าก็เป็นบริษัทแม่จากเยอรมัน เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ไฮไลท์เยอรมันไว้ อาจจะมีผู้เล่นตัวหลักประมาณนี้อยากจะชี้ให้เห็นภาพเพราะมันจะเชื่อมโยงไปยังกฎหมายของผู้รับซื้อประเทศต่างๆ

กฎหมายจีนที่อาจจะเกี่ยวข้องมีหลายอย่าง กฎหมายเหมืองแร่การทำแร่ที่ดี กฎหมาย EIA กฎหมาย Rare Earth Management Regulation ก็มีแรร์เอิร์ธ โดยเฉพาะซึ่งตัวหลัง Rare Earth Management Regulation มีระบบตรวจสอบย้อนกลับเพราะฉะนั้นจะเช็คได้เลยว่า แรร์เอิร์ธ ตัวนี้มาจากเหมืองไหนแล้วเมื่อมิถุนายนปีนี้เขาเปลี่ยนระบบให้มันหนาแน่นขึ้นกำหนดให้ผู้ผลิตต้องส่งข้อมูลเพิ่มเติมออนไลน์รวมถึงข้อมูลปริมาณการซื้อขาย บริษัทที่ได้รับการรับรองจะต้องทำระบบบันทึกสถานที่ วัตถุประสงค์การจัดเก็บผลิตภัณฑ์ และต้องยื่นข้อมูลติดตามระบบภายในประเทศในวันที่ 10 ของทุกเดือน อันนี้คือกลไกใหม่ล่าสุดในจีนที่มันหนาแน่นขึ้น ปัญหาคือไม่ใช่บังคับกับแรร์เอิร์ธที่มาจากนอกประเทศจีน ก็คือกฎหมายใช้บังคับแค่ในจีนกับบริษัทในจีนเท่านั้น แม้บริษัทจีนที่อยู่ต่างประเทศจะไม่ใช้บังคับ คือข้อปัญหาหลักของกฎหมายในจีนนักลงทุนของจีนที่ไปลงทุนต่างประเทศเขาก็จะมีไกด์ไลน์ต่างๆ เยอะมาก แต่ทุกอย่างเป็นระบบสมัครใจ

จะเห็นได้ว่าข้อท้าท้ายกฎหมายจีนคือใช้บังคับในประเทศเท่านั้น ธุรกิจจีนไม่ได้อยู่แค่แถวบ้านเราก่อนหน้านี้มีปัญหาเยอะมาที่ทวีปแอฟริกาก็ไม่สามารถกลับมาฟ้องร้องที่ประเทศจีนได้ เราก็ไปดูกฎหมายการรับซื้อประเทศอื่นๆ ขอโฟกัสไปที่ทวีปยุโรป เพราะว่าก็เป็นผู้รับซื้อหลักกฎหมายที่ทุกคนอาจะพูดถึงก็คือ EU CSDDD = Corporate Sustainability Due Diligence Directive พอเป็นคำว่า Directive ตามระบบกฎหมาย EU คือใช้บังคับได้เลยไม่ต้องไปทำเป็นกฎหมายภายในของแต่ละประเทศใน EU เพราะฉะนั้นทุกประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปใช้เหมือนกันกฎหมายนี้ผ่านปี 2024 จะบังคับใช้เต็มที่ทุกเฟสปี 2027 รออีกนิดหนึ่งกฎหมายนี้ดีอย่างไร ก็คือเป็นการกฎหมายระบุแล้วลดความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าทั่วโลกซึ่งรวมถึงกรณีแร่ โดยที่จะต้องมีการตรวจสอบสถานการณ์สิทธิมนุษย์ชนอย่างรอบด้านและบูรณาการตรวจสอบเข้ากับนโยบายมีการติดตามแล้วก็มีการสื่อสารกฎหมายนี้มีการครอบคลุมทุกภาคส่วนรวมถึงการทำเหมือแร่และวัตถุดิบที่สำคัญอาจจะเป็นกฎหมายในอนาคตที่เราอาจจะต้องเอามาใช้

กฎหมายอีกตัวคือ EU Critical Law Material Act คือกำหนดให้ใช้สนธิสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมกรอบการจำแนกของสหประชาชาติสำหรับปริมาณสำรองและทรัพยากรพลังงานฟอสซิลและแร่ ต่อมาคือ เรื่อง EU Battery Regulation ใช้บังคับการห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่รวมถึงแร่หายากด้วย คล้ายกันคือมีการตรวจสอบสถานะที่จำเป็นสำหรับการจัดหาวัตถุดิบใช้กับผู้ผลิตผู้นำเข้าแบตเตอรรี่ที่ไฮไลท์คือเขาต้องทำรายงาน รายงานจะเกี่ยวข้องกับผลกระทบสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านแรงงานแล้วก็เนื้อหาเกี่ยวกับรีไซเคิลและปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เราอาจจะไปตามว่าใน EU เขาบังคับใช้กฎหมายนี้อย่างไร เขาไฮไลท์เรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมเราก็จะท้าทายตัวบริษัทหรือประเทศที่รับซื้อต่างๆ ได้

“จะมีกฎหมายหนึ่งเรียกว่า กฎหมายการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านหรือ HRDD คือกระบวนการประเมินแล้วก็จัดการความเสี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ธุรกิจเรื่องแรงงานว่าภายใต้การดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทานมีความเสี่ยงเหล่านี้ไหม ถ้ามีจะดำเนินการอย่างไรก็จะมีมาตรการบอกมา”

ขอไฮไลท์กฎหมาย HRDD ของเยอรมัน เพราะเมื่อสักครู่เราเพิ่งพูดไปว่าเยอรมันคือพอ EU ถ้าคิดเป็นเปอร์เซนต์ ของ EU เยอรมันถือว่าเป็นประมาณ 30% 1 ประเทศถือว่าเป็น 30% ของ EU ทางภูมิภาคที่เอาแรร์เอิร์ธมาใช้ กฎหมายเยอรมมันชื่อ German Suply Chain Duen Act คือกำหนดให้บริษัทจากเยอรมันต้องทำการตรวจสอบย้อนกลับ คำนี้ก็จะเจอเยอะเพราะว่าเป็นระบบตามกฎหมายตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ว่าตลอดห่วงโซ่อุปทานเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า ถ้ามีการละเมิดจะเป็นอย่างไร จริง ๆ เขาต้องมีการรายงานไปที่ของเยอรมันและผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถร้องเรียน จะเป็นองค์กรของเยอรมันที่เราในฐานที่เป็นผู้ได้รับความเสียหายสามารถไปร้องเรียนได้ว่าบริษัทไม่ได้ทำตามกฎเกณฑ์

อีกประเทศหนึ่งที่กฎหมายค่อนข้างจะเข้มแข็งเหมือนกันในยุโรปก็คือ ฝรั่งเศส ฝรั่งเศสจะมี French Corporate Duty of Vigilance Law ก็เป็นการเฝ้าระวังของบริษัทกฎหมายบังคับให้บริษัทฝรั่งเศสทำมาตรการเฝ้าระวังถ้าบริษัทไม่ทำตามมาตรการของตัวเองผู้ได้รับผลกระทบมีสิทธิ์ฟ้องคดีกรณีนี้เป็นฟ้องคดีต่อศาลฝรั่งเศส มีการฟ้องแล้วผู้ได้รับผลกระทบที่ประเทศซีเรียไปฟ้องในศาลฝรั้งเศสแล้วตามกฎหมายนี้ ต่อมาจะมาที่ Soft Law เพราะว่าอาจจะใช้กฎหมายที่บังคับชัดเจนแต่ว่าเป็นกฎเกณฑ์ใดๆ ที่ทางโลกก็ยอมรับ คุ้นเคยก็คือ UNGPs (หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน) มี 3 เสาหลักสำคัญก็คือรัฐต้องปกป้องสิทธิมนุษย์ชนธุรกิจต้องเคารพสิทธิมนุษย์ชน ซึ่งใน UNGPs ข้อ 17 เขียนชัดเจนว่าภาคธุรกิจต้องทำ HRDD ถ้าเกิดผลกระทบทางภาครัฐและภาคธุรกิจก็จะต้องให้การเยียวยากับผู้ได้รับผลกระทบ ถ้าประเทศที่เกี่ยวข้องกับแรร์เอิร์ธ จากสมาชิก OECD เราสามารถรองเรียนต่อ National Contact Point ของ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) ได้ ก็เลยเป็นกฎหมายข้อที่สำคัญ UN เขาก็ตระหนักถึงปัญหาก็พยายามออกแนวทางออกมาซึ่งก็มีเพิ่งออกมาใหม่ปีนี้ 2025

อีกตัวหนึ่งที่สำคัญก็คือ Initiative for Responsible Mining Assurance หรือ (IRMA) จะเป็นมาตรฐานการทำเหมืองที่รับผิดชอบเป็นใบรับรองจากบุคคลที่ 3 ซึ่งเขาจะประกอบไปด้วยว่าคุณต้องมีมาตรการในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแรงงานที่เป็นธรรม การมีส่วนร่วมของชุมชนการจัดการตะกอนของเสียซึ่งใช้กับแร่หายากด้วยมาตรการนี้ ตัวอย่างของการใช้มาตรการนี้คือมีชุมชนพื้นเมืองในบราซิลใช้มาตรการ IRMA ร่วมกับกลไก OECD เป็นกรณีเขื่อนกักเก็บกากตะกอน ก็คือเรียกร้องให้ภาคธุรกิจมีความรับผิดชอบที่มากขึ้นโดยใช้หลักเกณฑ์เป็น 2 มาตรการมาใช้พร้อมกัน ปัญหาคือเขียนไว้บนกระดาษกับการใช้บังคับจริงมันไม่เหมือนกัน

ข้อสุดท้ายก็อยากจะฝากว่า จริงๆ อาจจะไม่ใช่แบบหลักกฎหมายระหว่างประเทศแต่ว่าเป็นกลไกของทาง UN ซึ่งทางกลุ่ม ETO wat แล้วก็ เครือข่ายประชาชนแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง ก็ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อกลไก Specicial Procedure ของทาง UN ไปแล้ว กำลังดูว่า Specicial Reporter คนไหนจะรับผิดชอบ ขอฝากนิดหนึ่งกลไกที่พูดมาระหว่างประเทศมันมีแต่มันใช้ยาก ต้องพูดอย่างนี้ แต่รัฐไทยเราพูดในไทย รัฐไทยต้องทำหน้าที่เพิ่งไปประชุม UN มาออกข่าวเยอะแยะแต่พูดฝั่งเดียว คือฝั่งกัมพูชาแต่ไม่พูดปัญหาฝั่งไทย-พม่า

“รัฐไทยควรใช้เวทีอย่าง UN หรือเวทีในการผลักดันกรอบปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนให้เป็นปัญหาที่นานาชาติได้ให้ความสำคัญ ความสนใจ ก็อยากจะฝากไว้ว่ารัฐไทย ต้อง Take Action มากกว่านี้ เราอาจจะเรียกร้องให้รัฐลบาลจีน เปลี่ยนแปลงกฎหมายเขาให้ใช้บังคับกับสิ่งที่เกิดขึ้นนอกจีน เพราะว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ใน ลาว-พม่า อย่างแน่นอนมีอีกหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการทำธุรกิจของจีน”


ธารา บัวคำศรี Climate Connectors อธิบายว่า ปกติเราจะเผชิญความท้าทายหลายๆ ด้านด้วยกัน บ้างทีมันเป็นความท้าทายโจทย์ใหญ่ๆ 2-3 โจทย์ แต่ว่าแรร์เอิรธ์ เป็นโจทย์ที่จะเรียกว่าเป็นความท้าทายอีกอันหนึ่งที่มันเพิ่มเข้ามา เราพูดถึงเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม การเข้าถึงระบบพลังงานที่เป็นธรรม โจทย์ของแรร์เอิรธ์ เป็นโจทย์ที่ว่าด้วยเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ปรากฏว่าสิ่งที่ชุมชนในเชียงรายเจอหรือเร็วๆ นี้แถวภาคอีสานเจอมันเป็นเรื่องข้ามแดน แต่ว่าปัญหาคือมันดันไปอยู่ในเขตที่ไม่ใช่ธรรมดามันอยู่ในการปกครองของกองกำลังที่ไม่ใช่ขึ้นตรงเสียทีเดียวต่อรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า

แรร์เอิรธ์มันโยงกับเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงานแบบแนบสนิทกันมาก เพราะสิ่งที่เราใช้ในชีวิตประจำวันรอบๆ ตัวเรา มันโยงกับเรื่องนี้แล้วก็กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เขากำลังจะประกาศแผนลดก๊าซเรือนกระจกแล้วก็ปรับเป้าหมายการเข้าถึงการไปให้ถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็น 0 หรือ net zero จากเดิมภายในปี 2065 เป็นปี 2050 หล่นลงมาให้เท่ากับชาวโลกเขา แล้วเราก็จะเห็นว่าในแง่ของการเปลี่ยนผ่านจากระบบพลังงานฟอสซิลไปหาพลังงานสะอาด เช่น กังหันลม กำลังผลิตกังหันลมต้องเพิ่มขึ้นอีก 15 เท่าจนถึงปี 2050 โซลาร์เซลอีก 25 เท่า สายส่งไปตามบ้านเรือนอีก 3 เท่า รถยนต์ EV กับแบตเตอรี่อีก 60 เท่า สิ่งพวกนี้ต้องการแรร์เอิรธ์ อย่างที่เห็นรถยนต์ไฟฟ้าแผงโซลาร์ กังหันลม โทรศัพท์มือถือ ที่ผมใช้อยู่ถ้าไม่มีแรร์เอิรธ์ ถ้าปิดเสียงไว้ก็จะไม่สั้นคนที่โทรเข้ามาเราเห็นหน้าเขาก็แรร์เอิรธ์ อีกนั้นแหละ มันเป็นความขัดแย้ง 4 ด้าน ที่เรากำลังเจออยู่นอกจากเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน แรร์เอิรธ์ ก็จะใช้ทั่วไปรวมถึงใช้กับกองทัพด้วยในอาวุธต่างๆ พวกจรวดนำวิถีพวกเครื่องมือรบ แบตเตอรี่ โรงงานอุตสาหกรรมก็ใช้แรร์เอิรธ์ 17 ตัวเป็นสิ่งที่ท้าทาย

หลายท่านพูดมาจีนเป็นการส่งส่วนแบ่งตลาดของการผลิตแรร์เอิรธ์ ที่แปรรูปแล้วเกือบ 100% มีตามมาด้วย มาเลเซีย ไม่มีพม่า เพราะพม่าส่งเป็นพวกแร่ที่เอาไปแปรรูปอีกทีหนึ่ง จีนเดิมคือผลิตในบ้านตัวเองแรร์เอิรธ์ส่วนใหญ่หลังๆ มาเมื่อปีที่แล้วพม่านำเข้าแรร์เอิรธ์ ไปที่จีนประมาณ 30-40% แล้วก็มีมาเลเซียเอาแรร์เอิรธ์ มาจากออสเตรเลียเอามาแปรรูปที่มาเลเซียแล้วก็แปรรูปส่งไปที่จีน ลาว ไทย ไทยมีนิดหนึ่ง ไม่รู้เขาส่งออกไปอย่างไร เป็นแรร์เอิรธ์ที่อาจจะแปรรูปแล้วด้วยก็ได้ส่งไปที่จีน

“จะเห็นว่าพม่ามีบทบาทสำคัญมากต่อห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิรธ์ของโลก แรร์เอิรธ์ที่ใช้ทำแม่เหล็ก จีนส่งออกไปเยอรมัน อเมริกา เกาหลีใต้ เวียดนาม อินเดีย ไทย ฝรั่งเศส มันก็น่าสนใจที่ว่า จีนก็คือเรียกว่าแบบผูกขาดเกือบ 100% ห่วงโว่อุปทานแรร์เอิรธ์ สลับซับซ้อนมาก”

สิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐคะฉิ่น ก่อนจะมาเป็นแท่งๆ ผ่านกระบวนการเผาแล้วก็ขนใส่รถบรรทุกแล้วก็ข้ามขายแดนไปที่จีนแล้วก็มีขั้นตอนต่างๆ มีการสำรวจบริษัทแรร์เอิรธ์ ของจีน 21 บริษัทว่ามันเกี่ยวข้องกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรร์เอิรธ์ กี่บริษัทเป็นแสนบริษัท ซึ่งในยุโรปกับสหราชอาณาจักรไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่แต่ว่าในอเมริกาเป็นแสนบริษัทแล้วก็ Supplierer ของจีนส่งออกแรร์เอิรธ์ ไปที่ยุโรปหรืออเมริกานี้จะมีแบบ เทีย 1 เทีย 2 เทีย 3 ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องเกรด ของคุณภาพของบริษัท ซึ่งที่พูดถึงเรื่องกฎหมายเราจะรู้ได้อย่างไรว่า แรร์เอิรธ์ ที่มันขุดจากแม่น้ำกกในรัฐฉาน มันเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยขณะนี้ แม้ว่าจีนจะมีกฎหมายเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับก็ตาม เวลาเราจะตรวจสอบย้อนกลับแรร์เอิรธ์คือเรารู้ว่าเหมืองอยู่ที่นี้แล้วก็ส่งไปที่จีน แต่พอจีนส่งออกแล้วจบเลยไม่รู้ว่าไปที่ไหนบ้าง ซึ่งเป็นความท้าทาย มีการพูดถึงจีนมี Testability System ซึ่งเขาก็พยายามอัพเกรดมาเรื่อยๆ แต่ล่าสุดเขาพูดถึงการครอบคลุมการอาแร่จากประเทศอื่นไปที่จีนด้วย แต่ยังเช็คข้อมูลไม่ได้มันใช่หรือไม่ใช่ อย่างเช่นเอามาจากเมียนมาร์ 30-40% ต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับจีน

ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันคือเละเทะ เพราะว่าแม่น้ำของจีนหลายสาย ก็จะเป็นในอนาคตที่จะเกิดขึ้นในลุ่มแม่น้ำโขงของภูมิภาคเรา จีนเลยจัดการควบรวมกิจการเหมืองแรร์เอิรธ์จัดกลุ่มกันเพื่อที่จะคุมได้ง่ายๆ คุมตลาดคุมห่วงโซ่อุปทาน ถ้าจะเขย่าโลกจีนคือไม่ส่งออกแรร์เอิรธ์ ให้อเมริการก็เดือดร้อน เป็นต้น อดีตของจีนที่เราพอจะเห็นอยู่บ้าง แม่น้ำหลายสาย แม่น้ำเหลือง แม่น้ำแยงซี แม่น้ำเพิร์ล ปนเปื้อนไปด้วยมลพิษที่เกิดจากเหมือนแรร์เอิรธ์ ต้องใช้เวลานานมากในการฟื้นฟู ถ้าจะ Clean up บางจุดที่เป็นเหมืองมันปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมมันใช้แค่ 86% ของ Market cap ของ Apple เท่านั้น เพราะฉะนั้นการเรียกร้องให้บริษัทที่ใช้แรร์เอิรธ์ปลายทางของผู้บริโภครับผิดชอบก็เป็นเรื่องที่มีเหตุมีผลมีน้ำหนัก จริงๆ แรร์เอิรธ์ เป็นส่วนหนึ่งของ Critical Mineral (แร่ธาตุสำคัญ) ถ้าเราตัดจีนออกไป จะมีห่วงโซ่อุปทานที่วิ่งไปวิ่งมาทั่วโลกซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากๆ อย่างเช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ออสเตรเลีย ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง Critical Mineral อาเซียนก็มีจุดยืนที่ไม่ชัดเจนเรื่องแรร์เอิรธ์ ถึงจะมีคณะทำงาน แต่ว่าก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพอะไรมาก

“ถ้าเราจะแก้ปัญหาวิกฤตแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง หรือที่จะเกิดขึ้นในลุ่มน้ำโขงตอนล่างในลาวมันจะต้องไประบุตัวผู้เล่นบริษัทที่เกี่ยวข้องคือบริษัทเหมืองแร่ ถ้าไม่รู้ตัวว่าเป็นใครคือผู้ถือหุ้น สถานที่อยู่ไหน เราไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะว่าถ้าเราจะยื่นพวกนี้ให้ UN ต้องมีข้อมูลแบบนี้ เป็น Back up ว่าคนพวกนี้เป็นคนก่อมลพิษ เช่น เมียนมาที่มีเหมืองอยู่โกก้าง แสดงว่าบริษัทเกี่ยวข้องกับเหมืองแรร์เอิรธ์ในแม่น้ำกกแน่นอน”


หมายเหตุ : เนื้อหาจากงานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน 2025, เขียวลวง ปฏิบัติการฟอกเขียวกับพลังประชาชน ในกิจกรรมเสวนา แรร์เอิร์ธ : มลพิษจากเหมืองแร่หายากในภูมิภาคแม่น้ำโขงกับห่วงโซ่อุปทานโลก วันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2568 เวลา 09.00-10.30 น. ณ ห้องจามจุรี ภัตตาคารแม่นำพร จ.นครพนม

จัดโดย กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง, องค์กรแม่น้ำนานาชาติ, EarthRights International, คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ