วันที่ 22 ธันวาคม 2568 ห้องพิจารณาคดีหมายเลข 5 เวลา 09:00 น. ศาลจังหวัดระยอง นัดฟังคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ สวพ.5/2566 ระหว่าง สมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยองที่ 1 กับพวกรวม 832 คน โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ที่ 2 เป็นจำเลย ในข้อหา ละเมิด เรียกค่าเสียหาย และขอให้ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล

โดยในวันนี้ มีชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีน้ำมันดิบรั่วไหลในทะเลระยอง จำนวนกว่า 300 คน ซึ่งรวมตัวเป็นสมาชิกสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง พร้อมด้วยทีมทนายความจากบริษัท กฎหมายไรซิ่งจำกัด และมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน มาร่วมรับฟังคำพิพากษา

ศาลได้อ่านคำพิพากษาโดยย่อ มีประเด็นที่ศาลได้มีวินิจฉัยดังนี้

ในประเด็นเกี่ยวกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในการจัดเก็บกู้ตะกอนสารพิษในทะเล ในประเด็นนี้โจทก์ไม่มีอำนาจในการฟ้อง

ในส่วนการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวระยอง ในจำนวนเงิน 5,000 ล้านบาท โจทก์มีอำนาจฟ้อง แต่เนื่องจากไม่มีกฎหมายได้ให้อำนาจแทนรัฐในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังไม่มีกฎหมายในการจัดตั้งกองทุน ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามมาตรา 437 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการเลือกใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมัน ต้องเลือกวิธีการที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดและต้องขออนุญาตจากหน่วยงานราชการ ในการฉีดสารเคมีต้องฉีดไม่ต่ำกว่า 10 เมตร โดยการฉีดในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 ที่มีการฉีดสารเคมีโดยไม่ได้มีการขออนุญาตต่อหน่วยงาน แต่ฉีดในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 10 เมตร การฉีดสารเคมีดังกล่าวจึงไม่เป็นการละเมิด นอกจากนี้จำเลยที่สองไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทุ่นขนส่งน้ำมัน หรือผู้บริหารทุ่นในขณะเกิดเหตุ จึงไม่เป็นการละเมิด

ประเด็นความเสียหาย ที่สัตว์น้ำลดลง สัตว์น้ำป่วย โจทก์ไม่มีการส่งซากสัตว์น้ำไปตรวจ ซึ่งหน่วยงานไม่ได้มีข้อสรุป รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลก่อนหลัง เหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลเป็นอย่างไร ในการจัดเก็บข้อมูลไปตรวจในปี 2567 ไม่มีการตรวจว่าเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยที่ 1 ในส่วนข้อมูลของจำเลย เป็นตัวเลขสถิติสัตว์น้ำเค็มของประมง ซึ่งในปี 2565 มีการจัดสัตว์น้ำได้มากกว่า 2564 และข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในจังหวัดระยอง ก็มีมาเที่ยว ในปี 2565 มากกว่าปี 2564 เช่นกันจึงมีความน่าเชื่อถือมากกว่า

นอกจากนี้ในแบบฟอร์มความเสียหายของชาวบ้าน ที่นำแสดงถึงค่าขาดรายได้เป็นข้อมูลที่จัดทำขึ้นเองเพื่อฟ้องคดี รายได้จะถูกต้องตามความเป็นจริงเป็นผลประโยชน์ของโจทก์ซึ่งสูงกว่าความเป็นจริง เมื่อเปรียบเทียบกับการยื่นแบบแสดงการเสียภาษี ซึ่งไม่มีการยื่นเสียภาษี

นอกจากนี้การเก็บข้อมูลของทางจำเลยซึ่งมีการจัดเก็บตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 มีการจัดเก็บไม่นานหลังจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลโดยมี 3 มหาวิทยาลัย และได้มีการจัดทำรายงานส่งต่อหน่วยงานราชการ ตามหมาย ล 261 ซึ่งไม่มีหน่วยงานราชการคัดค้านจึงทำให้น่าเชื่อถือว่าข้อมูลไม่มีความแตกต่างจากในอดีต สัตว์น้ำไม่ได้มีการลดลง มีน้ำหนักที่ดีกว่า จึงต้องพิจารณาในส่วนค่าขาดรายได้และค่าเสียหายในอนาคต

ยกฟ้อง

ทั้งนี้ จะครบกำหนดอุทธรณ์คำพิพากษาภายใน 1 เดือน

เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) รายงาน

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ