
วันนี้ (21 สิงหาคม) ผู้ประสานงานคดีของมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) รายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทาง CRC ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งศาล จากสำนักงานศาลปกครองสงขลา ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ในคดีหมายเลขดำที่ 1/2569 ระหว่าง โรงเรียนอรุณศาสน์วิทยามูลนิธิ ที่ 1 กับพวกรวม 15 คน ผู้ฟ้องคดี, คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเหมืองแร่ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ผู้ถูกฟ้องคดี
ด้วยคดีนี้ ศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้เพื่อพิจารณา และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองทำคำให้การแล้ว หากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำให้การต่อศาล ศาลจะส่งสำเนาคำให้การเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีทำคำคัดค้านคำให้การหรือมีคำสั่งอย่างอื่นต่อไป
คดีนี้สืบเนื่องจาก วันที่ 20 มกราคม 2569 ชาวบ้านกลุ่มรักษ์เขาโต๊ะกรัง ร่วมกับโรงเรียนอรุณศาสน์วิทยามูลนิธิ และประชาชนในพื้นที่ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง และตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล พร้อมด้วยทนายจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) โครงการเหมืองแร่ และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ที่ศาลปกครองสงขลา
กรณีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) และการพิจารณาให้ความเห็นชอบรายงาน โครงการทำเหมืองชนิดแร่หินอุตสาหกรรม ชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง ของบริษัท ภูทองอันดา จำกัด คำขอประทานบัตรที่ 4/2559 จำนวนเนื้อที่ 110 ไร่ ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 6 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล และหมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล (โครงการเหมืองหินเขาโต๊ะกรัง) ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีมติเห็นชอบผ่านรายงานอีไอเอ ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2567
โดยผู้ฟ้องคดี เห็นว่า การดำเนินโครงการ มิได้เป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการ ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดรูปแบบ ขั้นตอน หรือ วิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดสำหรับการกระทำนั้นไว้ รวมทั้งมีการใช้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายในการดำเนินการในขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด จึงยื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายงานอีไอเอ โครงการฯ และขอให้เพิกถอนความเห็นชอบต่อรายงาน ดังกล่าวด้วย
นายวีรวัฒน์ อบโอ ทนายความและผู้ประสานงานคดี มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) เปิดเผยว่า การที่ศาลปกครองสงขลามีคำสั่งรับฟ้องคดีนี้ ถือเป็นประเด็นที่มีนัยยะสำคัญมากทั้งในทางกฎหมายและในทางการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ซึ่งในทางกฎหมายทำให้ข้อพิพาทเข้าสู่การตรวจสอบโดยกระบวนการยุติธรรมผ่านขั้นตอนของศาลปกครอง
แต่นัยยะที่สำคัญสำหรับคดีนี้ คือ นัยยะในทางคุ้มครองสิทธิของประชาชน กล่าวคือ กระบวนการที่รัฐใช้ในการประเมินและพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้น ได้รับข้อมูลที่เพียงพอ ถูกต้อง รอบด้าน และเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วม และใช้ดุลพินิจภายใต้กฎหมายหรือไม่
“นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยในรายละเอียดก็จะยื่นโต้แย้งกันในระหว่างการพิจารณาคดี”
ทนายกอล์ฟ, วีรวัฒน์ ยังกล่าวด้วยว่า ตนมีข้อสังเกตอีกประการหนึ่งสำหรับคดีนี้ คือ กว่าศาลจะมีคำสั่งรับฟ้องคดีนี้ศาลได้ใช้ระยะเวลาในการพิจารณาตรวจรับคำฟ้อง เป็นระยะเวลา 7 เดือน นับตั้งแต่มีการยื่นคำฟ้องเมื่อช่วงเดือนมกราคม 2569
“ถือว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควรกว่าจะมีคำสั่ง และเป็นการใช้ระยะเวลาที่ยาวนานมากกว่าทุกคดีที่ตัวเองได้มีการดำเนินการยื่นฟ้องในคดีปกครอง” นายวรีวัฒน์กล่าว
ด้านนายอิบรอเหม เด็นสำลี กลุ่มรักษ์เขาโต๊ะกรัง และหนึ่งในผู้ฟ้องคดี เปิดเผยว่า ตนเพิ่งทราบเรื่องที่ศาลปกครองสงขลามีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาก็รู้สึกยินดีมาก ซึ่งก่อนหน้านั้นยอมรับว่ามีความกังวลใจ เพราะโรงเรียนและชาวบ้านได้ยื่นฟ้องและเฝ้ารอคอยคำสั่งมานานถึง 7 เดือน ต่อไปต่างฝ่ายจะต้องเอาเหตุผลและมูล ข้อเท็จจริงมาโต้แย้งกัน เนื่องจากในรายงานอีไอเอ ที่ผ่านความเห็นชอบหน่วยงานไปแล้วกับข้อมูลที่ชุมชนทำการศึกษา สำรวจมันลงละเรื่องกันเลย ซึ่งนักวิชาการมาลงพื้นที่ก็พบพันธุ์ไม้หายากต่างๆ มีถ้ำสวยงามเป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติของนักเรียน และยังมีแหล่งน้ำซับซึมอีกด้วย
“ผมก็ลุยมาตั้งแต่วันแรกที่มีการคัดค้านเลย คือ ตั้งแต่ปี 2559 ถึงวันนี้เป็นเวลา 10 ปี และรอฟ้องคำสั่งศาลมา 7 เดือน เมื่อศาลรับฟ้องแล้วต่อไปก็รอคำตัดสินว่าจะมีผลเป็นอย่างไร แม้ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน หลายปี แต่อย่างน้อยเราก็มีความหวัง มีความหวังกับกระบวนการยุติธรรมว่าจะให้ความเป็นธรรมกับชุมชน”
นายอิบรอเหม ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า เมื่อเดือนที่ผ่านมา มีความพยายามจากฝ่ายผู้ประกอบการเร่งเดินหน้าโครงการ โดยผลักดันขั้นตอนการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้เพื่อประกอบการยื่นคำขอประทานบัตร ซึ่งจะมีการนำเรื่องเข้าสู่การประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ควนโดน เพื่อให้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับการใช้พื้นที่ป่าไม้ทำเหมืองแร่
ด้านกลุ่มรักษ์เขาโต๊ะกรัง พอทราบข่าวก็เดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านต่อ นายก อบต. และประธานสภา อบต.ควนโดน เพื่อแสดงจุดยืนว่า พื้นที่ป่าไม้บริเวณเขาโต๊ะกรังมีคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมและชุมชน ไม่ควรถูกนำไปใช้เพื่อการทำเหมืองแร่
“หลังจากทางเราไปยื่นหนังสือต่อนายกฯ และประธานสภา อบต. เรื่องนี้ก็เงียบไปยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรอีก” นายอิบรอเหม เผย




