สืบเนื่องจาก 17 องค์กรด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ได้ร่วมกันจัดเวทีสถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน “เปลี่ยนหลักการสู่การปฏิบัติ” โดยมีการเสวนาสาธารณะเพื่อทบทวนแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย (NAP – 2566-2570) พร้อมยื่นข้อเรียกร้องจากประชาชนและภาคประชาสังคมต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ เวทีเสวนาแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงที่หนึ่ง เสวนาสถานการณ์และความท้าทายด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (BHR) ปี 2024–2025 ช่วงที่สอง เสวนาสถานการณ์ที่ต้องจับตากรณีธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านสิทธิแรงงานและความรับผิดชอบต่อสังคม ด้านการกำกับดูแลที่ดิน สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ด้านการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และด้านการลงทุนข้ามพรมแดนและบรรษัทข้ามชาติ และช่วงที่สาม เสวนาทางออกของปัญหา – กลไกความรับผิดชอบของภาคธุรกิจและกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ ทางเครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (Community and Civil Society Coalition for Business and Human Rights Watch Network: CCBHR) ก็ได้มีแถลงการณ์ พร้อมยื่นข้อเรียกร้องให้กับผู้แทนรัฐบาล คือ ดร. รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันข้อเสนอสถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน “เปลี่ยนหลักการสู่การปฏิบัติ” ต่อไป
CRC จึงขอนำเอาเนื้อหาสาระสำคัญจากเวทีเสวนาในแต่ละช่วงมาเผยแพร่ และให้ติดตามกันอีกครั้ง
ช่วงที่หนึ่ง เสวนาสถานการณ์และความท้าทายด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (BHR) ปี 2024–2025
- ประเด็นแรงงาน
สุชาติ ตระกูลหูทิพย์ – กลุ่มแรงงาน
กลุ่มแรงงานได้มีการพูดคุยกัน 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่ 1 เป็นพี่น้องคนไทยที่ไปทำงานต่างประเทศไปเก็บเบอร์รี่ ส่วนที่ 2 เป็นภาพรวมของแรงงานไทย ของขบวนแรงงาน ของสหภาพแรงงาน และส่วนที่ 3 เป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ที่เราได้นำมาพูดคุยเพื่อให้เกิดข้อเสนอ
ในส่วนของกลุ่มที่ 1 ที่เราเห็นชัดคือคนไทยที่ไปต่างประเทศ มักจะมีปัญหาเรื่องตั้งแต่การเดินทาง มีสัญญาจ้าง ต้องทำเป็นหนี้ไปก่อนไปทำงาน พอไปทำงานแล้วก็ยังไม่ปัญหาว่าเงินไม่ตรงตามที่ตกลงไว้ ทั้งค่าจ้างไม่ตรง ระยะเวลาการทำงานก็ไม่ตรง ซึ่งเป็นปัญหาของภาพรวม ซึ่งมันทำให้เห็นเหมือนกันว่า พี่น้องแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยก็มีปัญหาลักษณะคล้ายกันแบบนี้ เพราะฉะนั้นมันเป็นลักษณะของกลุ่มที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ถูกหลอก ไปทำงานแบบบังคับสภาพหนี้ตลอดเวลา โดยพี่น้องแรงงานกลุ่มที่เดินทางไปต่างประเทศไปเก็บเบอร์รี่ โดยไปผ่านบริษัทจัดหางานทำงานร่วมกันกับกรมจัดหางาน ไม่ได้แยกชัดเจน และขึ้นทะเบียนด้วย เหมือนทำหน้าที่ร่วมมาอบรมให้ แต่พอเกิดปัญหาขึ้น พอโดนหลอกก็โยนเรื่องไปที่บริษัท ให้ไปตามเรื่องที่บริษัทเอง ไปร้องเรียนที่บริษัทเอง หน่วยงานรัฐซึ่งเข้ามาทำงานด้วยตั้งแต่ต้นก็ปฏิเสธความรับผิดชอบในการดำเนินการ ขณะที่ประเทศปลายทางมีการดำเนินคดี ในขณะประเทศไทยเองยังเงียบ แรงงานต้องมาดำเนินการเอง

ส่วนที่ 2 เป็นแรงงานที่เป็นสหภาพแรงงาน เรามองเชื่อมไปถึงประเด็นเรื่องสหภาพแรงงาน ซึ่งแรงงานคนไทยเองก็ยังไม่เข้าใจในเรื่องของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ไม่มีการส่งเสริมในส่วนของสหภาพแรงงาน ไม่ทำความเข้าใจอย่างชัดเจน
“ปัญหาที่เห็นอีกอันหนึ่งคือ พ.ร.บ. การห้ามชุมนุม ส่งผลกระทบต่อการต่อสู้ของแรงงาน การจะสร้างอำนาจในการต่อรอง หรือกดดันจึงเป็นไปไม่ได้เพราะว่ามันผิดกฎหมาย ข้อกฎหมายกลายเป็นข้อจำกัดของการเคลื่อนไหวของแรงงาน”
เรื่องของกลไกการตรวจสอบการร้องเรียนก็ไม่ชัดเจน ขาดการส่วนร่วมของตัวแรงงานอย่างจริงจัง การเรียกสิทธิผ่านกลไกแรงงานไม่เชื่อมโยงให้เกิดการเจรจา ใช้เวลาเยอะมาก ตั้งแต่กระบวนการไกล่เกลี่ยไปสู่กระบวนการศาล เพราะมีกระบวนการถึง 3 ศาล ยิ่งบางคดีมีความซับซ้อน ดึงไปเกี่ยวข้องกับศาลอื่น ดึงไปเกี่ยวข้องกับศาลปกครอง หรือไปเกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้คดีล่าช้ากว่าจะเสร็จในหนึ่งคดีใช้เวลาไปเยอะ
เรื่องของการลงทุน มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเยอะมาก แต่ก็เกิดปัญหาแรงงานถูกละเมิด หรือถูกเลิกจ้าง ตัวนักลงทุนยังปฏิเสธความรับผิดชอบ ไม่ได้รับผิดชอบเลย ประเด็นตัวอย่าง เช่น ญาณภัณฑ์ แล้วก็ญาณภัณฑ์ก็เห็นชัดว่าทำอะไรไม่ได้เลย นายจ้างไม่มีเงิน ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย แรงงานต้องรับผิดชอบอื่น
ในส่วนที่ 3 ของแรงงานข้ามชาติ เราก็เห็นปัญหาเยอะ เรื่องของการละเมิดสิทธิ แรงงานได้รับค่าจ้างต่ำ ไม่ได้รับสิทธิ์ตามกฎหมาย การเข้าไม่ถึงกฎหมายต่างๆ ที่มีไว้สำหรับปกป้อง คุ้มครอง หรือกองทุนทดแทนก็ถูกยกเว้นในบางอาชีพ มันเลยกลายเป็นแหล่งแสวงหาประโยชน์ในแรงงานข้ามชาติ ความปลอดภัยในการทำงานก็ยังมีปัญหา ไม่สามารถจัดการได้ ปัญหาคือการบังคับใช้กฎหมาย การถูกเอาเปรียบ การถูกกลั่นแกล้งต่างๆ ตัวกฎหมายเองก็บังคับใช้ไม่ได้ การเข้าถึงกลไกยุติธรรมก็ค่อนข้างยุ่งยาก ปัญหาใหญ่คือการขึ้นทะเบียน ปัจจุบันเป็นลักษณะของการขึ้นแบบฐานระบบ ซึ่งคนงานก็ไม่รู้ นายจ้างก็ไม่รู้ เป็นบริษัทเอาท์ซอร์ดที่เข้ามารับงานจากกรมจัดหางาน ไปทำระบบ อันนี้มันสุ่มเสี่ยงมากต่อแรงงานข้ามชาติจำนวนเยอะไม่สามารถเข้าในระบบได้ เพราะเกิดกระบวนการและขั้นตอนที่แสวงหาผลประโยชน์จากตัวลูกจ้างโดยบริษัทนายหน้าต่างๆ ปัจจุบันมีให้เห็นชัดในตัวของบัตรต่างๆ ที่รัฐรับรอง ไม่ว่าจะเป็นบัตรสีชมพู ก็ไม่สามารถที่จะไปซื้อซิมโทรศัพท์ได้ ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ ทำให้ส่งผลกระทบเข้าไม่ถึงการสื่อสาร เข้าไม่ถึงระบบการเงิน และอีกหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องกองทุนก็ยังมีปัญหา กองทุนที่มีการจัดเก็บ
ส่วนข้อเสอข้อเสนอ มีดังนี้
“รัฐต้องมีกลไกในการบังคับให้เอกชนและบริษัทข้ามชาติ บริษัทผู้ซื้อสินค้าในประเทศต้นทางต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น”
รัฐต้องจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง เก็บเงินจากนักลงทุนในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและวิธีการเลิกจ้าง รัฐต้องรีบปรับปรุงกฎหมายแรงงานสัมพันธ์และกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ให้ครอบคลุมกับสถานการณ์แรงงานปัจจุบัน และแรงงานข้ามชาติสามารถที่จะรวมตัวในการเจรจาต่อรองได้ ตั้งสหภาพแรงงานได้ กฎหมายคุ้มครองต้องปรับปรุงในเรื่องค่าจ้างและเวลา รัฐ เอกชนควรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดหางาน ค่าเอกสารที่เกี่ยวกับนายจ้าง บริษัท ไม่ใช่ปัดความรับผิดชอบเรื่องเอกสารให้ลูกจ้าง รัฐ เอกชนควรปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็นฐานค่าจ้างเพื่อยังชีพ ไม่ใช่ค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งมันไม่พอ มันควรปรับค่าจ้างเป็นมาตรฐานค่าจ้างเพื่อยังชีพ
รัฐต้องปรับปรุงเรื่องการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ให้เปิดจดทะเบียนได้ตลอดทั้งปี ไม่กำหนดเป็นช่วงเวลาสั้นๆ 15 วัน หรือ 1 เดือน เพราะทำไม่ทัน และหลุดออกจากระบบเหมือนเดิม และควรให้แรงงานข้ามชาติมีนายจ้างได้มากกว่า 1 หรือ 2 คน เพราะจะทำให้ลูกจ้างและนายจ้างต้องผิดกฎหมายตลอดเวลา
รัฐควรยืนยันว่าเอกสารประจำตัวสามารถใช้ได้และเข้าถึงสิทธิบริการต่างๆ แก้ไข พ.ร.บ. ประกันสังคม ม.39 ซึ่งเป็นแรงงานต่างชาติ สามารถต่อประกันสังคมได้ด้วยตัวเอง และส่วนของตัวนายจ้างด้วย
นอกจากนี้ คือ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายค้ามนุษย์ แยกออกจากกันกับกฎหมายแรงงาน เป็น 2 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายค้ามนุษย์ 1 ฉบับ และ กฎหมายสำหรับแรงงาน 1 ฉบับ ในความเป็นจริงมันไม่สามารถใช้ได้ในส่วนของแรงงานต่างๆ ตามสถานการณ์ เรื่องการรับรองมาตรฐาน ILO รัฐต้องเร่งรับรองอนุสัญญามาตรฐานระหว่างประเทศ ILO ฉบับ 87 และ 98 เพื่อเร่งให้เกิดมาตรฐานที่สอดคล้อง และให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมเหมือนต่างชาติในระดับสากลมากขึ้น
สุดท้ายต้องมีการปรับปรุงกฎหมายกองทุนประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน ให้ความคุ้มครองแรงงานที่ถูกยกเว้น ณ ปัจจุบัน เช่น แรงงานทำงานบ้าน แรงงานเกษตรตามฤดูกาล หาบเร่แผงรอย ให้สามารถเข้าถึงกองทุนประกันสังคม หรือประกันตนได้ และให้เข้าถึงกองทุนประกันสังคม เป็นผู้ประกันตนเองได้ ซึ่งปัจจุบันไม่คุ้มครอง
- ประเด็นด้านสิทธิชุมชน ที่ดิน ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม
จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ : โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ (PPM)
สำหรับประเด็นปัญหาที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มีหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ ที่ดิน โครงการพัฒนาต่างๆ ที่ในขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการและมีโครงการที่ขณะนี้ได้รับผลกระทบแล้วที่เกิดขึ้นก็ค่อนข้างหลากหลายและก็ต้องบอกว่าสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเด็นนี้ไม่ได้ดีขึ้นเลย แต่กลับแย่ลงเรื่อยๆ

ประเด็นแรกในส่วนของปัญหาที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเราก็จะเห็นเลยว่าปัญหาเรื่องอำนาจการตัดสินใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน ยังคงเป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอำนาจในการกำหนดทิศทางหรือความต้องการของคนในชุมชน ประชาชนไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ รวมถึงการกีดกันจากกระบวนการมีส่วนร่วมในเวทีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็น EIA, EHIA ต่างๆ ปัญหาเรื่องภาระการพิสูจน์ เมื่อเกิดความเสียหายเกิดขึ้น เมื่อเกิดผลกระทบเกิดขึ้นภาระการพิสูจน์กลับตกมาอยู่ที่ประชาชน ประชาชนต้องกลายเป็นผู้พิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นว่าผลกระทบมาจากใคร ทั้งๆ ที่ เรื่องนี้ไม่น่าเป็นหน้าที่ของเราเลยแต่ควรเป็นหน้าที่ของภาครัฐ
สอง ปัญหาของการเข้าถึงข้อมูลและความโปร่งใส หลายครั้งหลายคราวที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้โดยง่ายมีการอ้างถึงความลับทางราชการบ้างและเรื่องการเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งที่สิ่งเหล่านี้คือข้อมูลที่สร้างผลกระทบให้เราทั้งสิ้น รายงาน EIA , EHIA ต่างๆ ขาดความน่าเชื่อถือ ทั้งเรื่องของกระบวนการจัดทำและก็เรื่องของข้อมูลที่ถูกใส่เข้าไปในรายงานต่างๆ ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลเท็จทั้งสิ้น ไม่ได้ครอบคลุมข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพื่อให้รายงานเหล่านั้นผ่านไปได้โดยง่าย และเรื่องของการจัดทำ EIA , EHIA ค่อนข้างมีปัญหามากๆ เพราะว่า ผู้จัดทำ EIA EHIA มีความเชื่อมโยงกับบริษัทโดยตรง เพราะฉะนั้นทำกี่ครั้งก็ผ่านอย่างแน่นอน
ปัญหาที่สาม คือ การละเมิดสิทธิ์ในที่ดินและทรัพยากร เรายังคงเห็นปัญหาของการแย่งยึดที่ดินผ่านกฎหมายและนโยบายต่างๆ อย่างทางภาคใต้เราก็จะเห็นปัญหาของการให้สัมปทานสวนปาล์มและเมื่อหมดสัมปทานแล้วรัฐก็ยังมีการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนได้ใช้พื้นที่ต่อแทนที่จะนำที่ดินเหล่านั้นมาจัดสรรให้กับเกษตรกร การมีประกาศพ.ร.บ.ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.อุทยานหรือเขตพื้นที่ พ.ร.บ.เรื่องของป่าสงวนแห่งชาติ หรือว่า พ.ร.บ.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่พยายามกีดกันคนให้ออกจากป่ารวมถึงการแย่งยึดที่ดินเพื่อนำไปสู่นโยบายการค้าคาร์บอนเครดิตต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้ประชาชนถูกแย่งยึดที่ดินไปโดยไม่ชอบธรรม นอกจากนี้ประชาชนยังมีการถูกคุกคามจากการฟ้องปิดปากอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องของที่ดินซึ่งมีการใช้คดีปิดปากประชาชนในการข่มขู่คุกคามมาโดยตลอด
ปัญหาที่สี่ คือ การกำกับดูแลของรัฐและความรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ครอบคลุมในทุกประเด็นเรื่องของที่หน่วยงานรัฐมักจะทำหน้าที่อนุมัติ อนุญาตอย่างเดียว แต่เมื่อหน้าที่ของการกำกับควบคุมดูแลและตรวจสอบ หน้าที่นี้มักจะไม่ถูกปฏิเสธ ทำให้เกิดปัญหามากมายเกิดขึ้น ทั้งปัญหาของประเด็นเหมืองแร่เองที่เมื่อเกิดผลกระทบแล้วก็ไม่มีหน่วยงานเข้ามารับผิดชอบ หรือปัญหาของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เมื่อเกิดผลกระทบก็ทำให้ไม่มีการฟื้นฟูเยียวยาอย่างทันท่วงที รวมถึงการเอื้อประโยชน์ต่างๆ ให้กับบริษัท และทำให้ประชาชนต้องพึ่งพาตัวเองด้วยการฟ้องเอง
“หน่วยงานรัฐมักจะทำหน้าที่ในการอนุมัติ อนุญาตอย่างเดียว แต่เมื่อกำกับ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ หน้าที่นี้มักจะไม่ถูกปฏิบัติ ทำให้เมื่อเกิดผลกระทบแล้ว ก็ไม่มีการฟื้นฟูหรือเยียวยาอย่างทันท่วงที”
กัญจน์ ทัตติยกุล: เครือข่ายคัดค้านโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์
ในส่วนของผมจะนำเสนอ ปัญหากรณีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมในพื้นที่ชุมชน และเรื่องนโยบายที่ส่งผลกระทบกับประชาชนในมุมกว้าง เรื่องแรก ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษอุตสาหกรรม เราเห็นเรื่องการปล่อยปละละเลยในการกำกับ โรงงานต่างๆ จึงเกิดผลกระทบกับประชาชนมากขึ้น รุนแรงขึ้น และกระจายตัวมากขึ้น อันที่สอง เรื่องศักยภาพในการรองรับขยะ โดยเฉพาะขยะอุตสาหกรรม ประเทศไทยมีศักยภาพไม่พอ ก็จะเห็นว่ามีการเล็ดรอดลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรมกระจายตัวไปทั่ว ผลกระทบจะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในพื้นที่ที่มีโรงงาน แรงงานที่เราพูดไม่ใช่เฉพาะโรงงานผลิตอย่างเดียว แต่ยังมีโรงงานอุตสาหกรรมเกษตร (โดยเฉพาะปศุสัตว์) ฟาร์มต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อก่อนจะมีภาคกลางและภาคตะวันออกปัจจุบันก็มีในภาคอีสานด้วย คือ มีการกระจายตัวไปทั่ว
ปัญหาจากนโยบายการพัฒนาและการกำหนดพื้นที่อุตสาหกรรม เช่น ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ทำให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ (EEC) โครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ปัญหาที่สำคัญมากคือช่วง คสช. คือ การยกเว้นผังเมือง เพื่อให้เกิดโรงงานรีไซเคิลและโรงงานไฟฟ้าขยะ ทำให้โรงงานรีไซเคิลจากต่างประเทศเข้ามาตั้งในพื้นที่ใกล้ชุมชน

เรื่องการแย่งชิงทรัพยากรในพื้นที่เขาเห็นเลยว่ามันมีการแย่งชิงที่ดิน หาเรื่องยึดทรัพยากรน้ำและอากาศที่จะเอาไปใช้ในกระบวนการผลิตโดยที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของประชาชนที่อยู่โดยรอบ
“ทรัพยากรธรรมชาติที่เรามี ที่เราเคยได้ใช้ประโยชน์ในชุมชนต่างๆ นานา ถูกเอามาจัดสรรเพื่ออุตสาหกรรม เพื่อทุน มากกว่าการดำรงชีวิตที่ชาวบ้านได้ใช้อยู่อย่างยั่งยืนและสืบเนื่องกันมา”
ข้อห้า ปัญหาด้านการจัดทำข้อมูลและการประเมินผลกระทบ เราเห็นคือร่มใหญ่เลย ที่มีการประเมินยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม (SEA) เพื่อที่จะเลือกการพัฒนาที่เหมาะสม วันนี้มันจะมีแค่เพียงการประเมินผลกระทบหลายๆ โครงการที่เราเคยได้ยิน EHA, EHIA ซึ่งมันไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องการพัฒนาที่เป็นไปตามสภาพและศักยภาพของพื้นที่ ต่อให้มีการประเมินตัวนี้ แล้วก็ข้อสุดท้ายวันนี้ทะเบียนโครงการต่างๆ ที่เราทำประเมินผลกระทบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น EHA หรือ EHIA มันยังไม่เป็นไปตามสภาพการณ์ประเภทโครงการต่างๆ นี่ก็เป็นสภาพปัญหาที่เราได้คุยกัน
จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ : โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ (PPM)
สำหรับข้อเสนอต้องบอกว่าจำนวนมาก เพราะปัญหาเยอะเหลือเกิน ข้อเสนอเร่งด่วน ณ ตอนนี้
“สิ่งที่เราต้องการมากๆ คือ การยกเลิก MOU แร่ Rare Earth และแร่สำคัญ ที่จะส่งผลกระทบมากๆ ต่อทุกพื้นที่ในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เพราะว่า MOU นี้ไม่ได้พูดถึงแค่ Rare Earth เท่านั้นแต่ยังพูดถึงแร่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจต่างๆ ก็รวมอยู่ในนี้ทั้งหมด”
เพราะฉะนั้นประเด็นของเหมืองแร่จะกลายเป็นประเด็นใหญ่ของประเทศไทยที่จะนำมาสู่การทำลายล้างทรัพยากรอย่างสิ้นเชิงและจะนำมาสู่ผลกระทบอย่างมากมายมหาศาล นอกจากนี้ข้อเสนอของเรายังมีการยกเลิกแผนแม่บทบริหารจัดการแร่และมีการทบทวนเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองทั้งหมดในประเทศไทย โดยที่ต้องให้อำนาจชุมชนในการตัดสินใจว่าเราต้องการให้พื้นที่ของเราเป็นเขตเหมืองแร่เพื่อการทำเหมืองหรือเปล่า
แล้วก็นำไปสู่ข้อที่ 2 การยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะแก้ไขเรื่องนี้ได้ก็จะต้องนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 โดยจะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เมื่อคืนสิทธิชุมชนให้กลับมาและคืนสิทธิในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ดีปลอดภัยและการคุ้มครองสิทธิ์ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศเพื่อให้ประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและก็ได้รับความเป็นธรรม
มีเรื่องของการผลักดันการออกกฎหมาย PRTR และก็กฎหมายอากาศสะอาดอย่างเร่งด่วน อันนี้เราก็เกิดปัญหาว่าภาคธุรกิจนี้ไม่ต้องการพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งก็น่าสนใจเหมือนกันว่าคนรวยๆ เขาไม่สนใจเรื่องของอากาศสะอาดหรือว่าเขาไม่ได้ใช้อากาศสะอาดในการหายใจก็ไม่ทราบทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของทุกคน เรื่อง พ.ร.บ.อากาศสะอาด
เรื่องต่อไปในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิทั้งเรื่องของการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมและการออกกฎหมายเพื่อคุ้มกันการฟ้องปิดปาก รวมถึงการสร้างหลักประกันเพื่อความปลอดภัยในการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกด้วยมีการยุติการออกกฎหมายพิเศษและการขยายอำนาจกฎหมายที่เกินขอบเขตไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย SEC หรือ EEC ทำให้เกิดโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ประชาชนไม่ต้องการ
และต้องยกเลิกกฎหมายและนโยบายที่เป็นมรดกของ คสช. โดยเฉพาะกฎหมายที่นำมาสู่การแย่งยึดที่ดิน อย่างเช่นนโยบายทวงคืนผืนป่า พระราชบัญญัติต่างๆ ที่กีดกันคนออกจากป่ารวมถึงกฎหมายที่มีลักษณะในการจำกัดประชาชน ต้องมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมคดีป่าไม้ทั้งหมดในประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกยั่งยืนที่ดินแล้วก็เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดินอย่างเป็นธรรม
กัญจน์ ทัตติยกุล: เครือข่ายคัดค้านโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์
เรื่องต้องจัดทำนโยบายระดับชาติ และกำหนดกฎหมายด้านการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SEA ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดใหญ่หรือว่าเป็นแผนที่มีผลกระทบกับประชาชนในวงกว้าง
อันที่สอง แผนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน (PDP) วันนี้เรามีแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของชาติหรือแผนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และเมื่อไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม
ต่อมาคือเรื่องการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกละเลย วันนี้เรามีกฎหมายอยู่แล้วเราต้องบังคับใช้ให้เหมาะสมต่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่กระจายไปทั่ว ต่อมาก็จะเป็นเรื่องการปรับปรุงกฎหมายการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ซึ่งตอนนี้มันครอบคลุมโครงการของรัฐเราอยากให้มันขยายไปครอบคลุมโครงการของภาคเอกชนด้วย มิติการกำหนดพื้นที่ที่จะต้องเป็นพื้นที่เสียสละ การเสียสละเพื่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งเราเห็นว่าการพัฒนาที่สร้างผลกระทบให้ต่อชุมชนมันไม่น่าจะเรียกว่าการพัฒนา เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำให้การพัฒนามันดีต่อเราทุกฝ่าย และข้อสุดท้ายรับรองสิทธิชุมชนท้องถิ่น ชนเผ่าพื้นเมือง ชาติพันธุ์ บนหลักการ FPIC
จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ : โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ (PPM)
สำหรับต่อไป เป็นข้อเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐและกลไกของการบังคับใช้กฎหมาย อย่างแรกคือการปกป้องเคารพและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน รัฐต้องจัดการจัดสรรสิทธิในการเข้าถึงที่ดินทำกินและทรัพยากร เพื่อการผลิต กิน อยู่ ใช้ ต้องมีการรับรองอย่างเป็นรูปประธรรม และต้องให้สามารถเข้าถึงสิทธิในที่ดินทำกินรวมถึงระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ด้วยเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงที่ดินทำกินแหล่งน้ำปัจจัยการผลิต ได้อย่างเท่าเทียม และที่สำคัญการจัดสรรที่ดินเหล่านี้ต้องตอบโจทย์ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่การจัดสรรเพื่อให้ประชาชนทุกข์ยากลำบากลงไปอีกเรื่อยๆ ซึ่งอันนี้ไม่ถูกต้อง
ต้องประกันสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีความหมาย คือ ชุมชนต้องมีอำนาจในการตัดสินใจจริง ๆ ทั้งก่อนการดำเนินโครงการและหลังการดำเนินโครงการ ทุกคนต้องมีอำนาจการตัดสินใจและการแสดงความคิดเห็นในทุกขั้นตอน
สามต้องเร่งทบทวนโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพด้วย ณ ตอนนี้หลายโครงการกำลังเกิดปัญหาแต่รัฐบาลก็ไม่แก้ไข แต่การเปิดโครงการใหม่เรื่อยๆ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ต้องเปลี่ยนระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราคิดว่าการประเมินขั้นต่ำต้องเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (HIA/EHIA) เพราะการประเมินสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวไม่เพียงพอและต้องรวมการประเมินผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนด้วย และกำหนดกระบวนการเลือกผู้จัดทำรายงาน EIA ใหม่ เพื่อลดการคอร์รัปชัน และการฮั้วต่างๆ ระหว่างผู้ประกอบการและผู้จัดทำโครงการพร้อมกับเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและไม่เสียค่าใช้จ่าย
กัญจน์ ทัตติยกุล: เครือข่ายคัดค้านโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์
ต่อไปเป็นเรื่องระบบข้อมูลและความโปร่งใสของภาครัฐ จะต้องมีการจัดทำระบบฐานข้อมูลร่วมด้านสิ่งแวดล้อมและโครงการพัฒนา ที่ให้ทุกคนทุกหน่วยงานเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ร่วมกัน (Open Data) และยุติการปกปิดข้อมูลของหน่วยงาน และกำหนดให้ใช้ข้อมูลชุดเดียว
“เสริมสร้างธรรมาภิบาลและกำกับดูแลโครงการ ตั้งกลไกธรรมาภิบาลเพื่อป้องและแก้ไขการทุจริต ลดการสมคบคิดระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน”
พัฒนาระบบติดตามโครงการและเปิดเผยเอกสารผลประโยชน์ของโครงการต่อสาธารณะอย่างโปร่งใสอันนี้ก็จะมีเรื่องข้อมูลและความโปร่งใส
จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ : โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ (PPM)
ต่อไปเป็นข้อเสนอต่อภาคธุรกิจอาจจะไม่ได้พูดถึงทุกข้อแต่อย่างแรกที่สำคัญก็คือต้อง
“ต้องดำเนินการตามหลัก Human Rights Due Diligence (HRDD) และ UNGP ต้องรับรองความโปร่งใสของผู้จัดทำ EIA, EHIA เราต้องมีการประเมินรายงานผลกระทบบนเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนเข้าถึง”
มีการปฏิบัติการต่อต้านเรื่องของสินบนต่างๆ จัดทำกลไกการร้องเรียนของภาคธุรกิจให้เข้าถึงได้โดยง่าย หากโครงสร้างสร้างผลกระทบ ก็ต้องมีกลไกที่นำไปสู่การยุติโครงการ ให้ทำเรื่องนี้ให้ได้จริง และต้องมีการจ่ายค่าชดใช้ค่าเสียหาย รวมถึงการเยียวยา และการฟื้นฟูอย่างทันท่วงที
กัญจน์ ทัตติยกุล: เครือข่ายคัดค้านโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์
ข้อเสนอสุดท้ายเป็นข้อเสนอแนะต่อภาคคนและส่วนใหญ่ที่อยู่ในห้องนี้ เสริมสร้างการสนับสนุนระยะยาวแก่นักปกป้องสิทธิ์และสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยเรื่องการให้คำปรึกษาและเรื่องสวัสดิการ พัฒนาระบบการพักฟื้นและดูแลนักปกป้องสิทธิ์ที่ต่อสู้ในระยะยาว เสริมสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับนักปกป้องสิทธิ เสริมสร้างพลังความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน จัดอบรมและ Workshop เกี่ยวกับหลักการ UNGP และ OECD Guideline, FPIC เรื่องการฟ้องคดีสิ่งแวดล้อมยุทธศาสตร์เรื่องการเข้าถึงกลไกต่างประเทศและทักษะด้านการรณรงค์และการสื่อสารสาธารณะเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสในการเข้าถึงสาธารณะและการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สุดท้ายสำคัญมากเรา คือ สนับสนุนการทำแคมเปญเชิงสร้างสรรค์ วันนี้การที่เราชุมนุมถ้าเรามีแคมเปญเชิงสร้างสรรค์ เรื่องของเราจากเรื่องเล็กๆ ก็จะกลายเป็นประเด็นสาธารณะได้ สร้างการรับรู้ได้มากขึ้น
- ประเด็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
สุวรรณ อ่อนรักษ์ : สมาคมพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา
ในส่วนของนักปกป้องสิทธิ สถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน เราคุยกันอยู่ 5 ประเด็น ประเด็นที่ 1 คือ การฟ้องร้องคดีเพื่อกลั่นแกล้ง โดยใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ (SLAPP) ชาวบ้าน นักปกป้องสิทธิ ถูกฟ้องร้องไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา เช่น การหมิ่นประมาท เป็นคดีอั้งยี่ซ่องโจร แล้วก็ข้อหาขัดขวางการจราจร บริษัทฟ้องกดดันให้หยุดคัดค้านโครงการที่ชุมชนใช้สิทธิอย่างสงบ ซึ่งเป็นไปตามหลักของสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว
“คดีส่วนมากที่ฟ้องจะไม่ค่อยมีมูลแต่ชาวบ้านต้องเสียเวลาต้องเดินทางเพื่อไปต่อสู้ และก็ทำให้เกิดภาวะที่มันไม่เหมาะเช่นเหตุเกิดอีกที่หนึ่ง แต่ฟ้องอีกที่หนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่าย”

ประเด็นที่ 2 คือ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรม ชาวบ้านขาดความรู้ทางด้านกฎหมาย การเข้าถึงทนาย โชคดีที่พวกเรามีทีมทนายอยู่แล้ว แต่ว่ามันก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ถ้าเกิดภาวะว่ามีการฟ้องร้องการต่อสู้คดี หรือเช่นถ้าเกิดเราจะฟ้องกลับจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมศาลที่ค่อนข้างสูงในขณะเดียวกันที่บริษัทหรือกลุ่มทุนที่ฟ้องชาวบ้านเขามีตังค์อยู่แล้ว ระบบที่ช่วยเหลือก่อนเกิดคดีคือชุมชนต้องจ่ายเงินกันเอง เช่น เรื่องประกันตัว บางคนบอกว่ามันมีกองทุนประกันตัวอยู่แล้วแต่ว่าพอเอาเข้าจริงๆ มันไม่พอ เช่น กรณีที่โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ทำให้พี่น้องต้องนอนคุก และจับเขาโกนหัวออกมา ทั้งๆ ที่ มีสิทธิ์ที่จะประกันตัวต่อสู้คดีได้ มันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงขบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าและไม่ตอบโจทย์
ประเด็นที่ 3 ศาลรับฟ้องโดยไม่ตรวจสอบว่าคดีปิดปากหรือไม่ คือบางครั้งมันไม่ควรจะรับตั้งแต่ต้นมันทำให้เกิดกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า ศาลและเจ้าหน้าที่ไม่ลงพื้นที่จริงพิจารณาแค่เอกสาร สำนวนฟ้องเป็นอย่างไร ศาลก็มองอย่างนั้นโดยที่ไม่เหมาะข้อเท็จจริงในพื้นที่ บางคดีตำรวจไม่รับแจ้งความด้วยซ้ำไป เวลาที่พี่น้องที่ถูกละเมิดสิทธิ และเมื่อชาวบ้านชนะคดี บริษัทก็ขายทรัพย์สิน หนี้หายก็กลายเป็นว่าหมดอายุความ
ประเด็นที่ 4 คือ การข่มขู่คุกคามและการใช้กลไกรัฐกดดัน คือ ชาวบ้านที่ถูกคุกคามโดยคนของบริษัทหรือชายที่ไม่รู้เป็นใครหรือกลุ่มอิทธิพลเงินและอิทธิพลอื่นๆ การใช้ตำรวจควบคุมการชุมนุม แม้แจ้งการชุมนุมแล้วก็ยังโดนคดีอยู่ดี นักปกป้องสิทธิถูกละเมิดศักดิ์ศรีถูกจับกุมโดยไม่เหมาะสม
ประเด็นที่ 5 คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐและกฎหมายทางสิ่งแวดล้อมก็คือกระบวนการด้านความคิดเห็นไม่เป็นกลาง หน่วยงานรัฐละเลยหน้าที่ในการตรวจสอบผลกระทบทำเป็นเฉยเมย ไม่ค่อยสนใจ และไม่มีระบบคัดกรองบริษัทที่มีประวัติละเมิดสิทธิก่อนเข้าลงทุนในพื้นที่
ประเด็นทั้งหมดนี้ในสถานการณ์และธุรกิจในสิทธิชุมชนที่เกี่ยวข้องกับนักปกป้องสิทธิ ทำให้เกิดคำถามมาตลอดเพราะมันเป็นแบบนี้มาตลอด
“ปัญหาเหล่านี้ยังถูกปล่อยให้นักปกป้องสิทธิถูกฟ้องถูกกลั่นแกล้งเราเลยเห็นว่า ไม่ควรปล่อยเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ เราจึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายและเชิงระบบ ก็คือ ออกกฎหมายคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน”
โดยเฉพาะเรื่องผลักดัน พ.ร.บ คุ้มครองนักปกป้องสิทธิชุมชน ต้องมีมาตรการป้องกัน การคุกคาม การฟ้องปิดปาก การใช้ความรุนแรง
ข้อเสนอเชิงนโยบายและเชิงระบบ
1.) ออกกฎหมายคุ้มครองนักปกป้องสิทธิชุมชนโดยเฉพาะ เร่งผลักดัน พ.ร.บ. คุ้มครองนักปกป้องสิทธิชุมชน
2.) ปฏิรูปกระบวนการศาลเพื่อป้องกันการฟ้องปิดปาก ศาลต้องมีขั้นตอนตรวจสอบคดีเบื้องต้นก่อนรับฟ้อง กำหนดบทลงโทษต่อบริษัทผู้ฟ้องหากฟ้องโดยไม่สุจริต เช่น มีค่าปรับ ชดใช้ค่าเสียเวลา ศาลควรลงพื้นที่จริง เผชิญสืบทุกกระบวนการเพื่อให้เห็นข้อเท็จจริง
3.) จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือ นักปกป้องสิทธิที่ใช้ได้จริง สนับสนุนค่าเดินทาง ค่าประกันตัว เวลาเกิดมีการฟ้องร้องโอกาสที่พี่น้องชาวบ้านส่วนมากที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลโอกาสที่จะเข้าถึงทนายค่อนข้างที่จะยากเข้าถึงการประกันตัวค่อนข้างจะยาก กองทุนที่มีอยู่สุดท้ายก็ไม่พอที่จะนำมาใช้ไม่ทันต่อสถานการณ์ และมีระบบช่วยเหลือเร่งด่วนเมื่อเกิดการจับกุม ควรแยกกองทุนจากกองทุนยุติธรรมที่ใช้งานยาก
4.) เสริมระบบตรวจสอบการรับฟังความคิดเห็น ให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้จัด ไม่ใช่บริษัทเป็นผู้จัด เพราะบริษัทรับงานมา ทำอย่างไรก็ผ่านอยู่ดี ต้องมีความเป็นกลาง ต้องปลอดการข่มขู่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับชาวบ้าน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีการอุ้มคดีเวลาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นกรณีเหมืองแร่ หากเวทีไม่เป็นธรรมต้องถือเป็นโมฆะ
5.) ปรับกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายธุรกิจ ตรวจสอบประวัติบริษัทก่อนอนุญาตลงทุน โดยเฉพาะบริษัทต่างประเทศ กำหนดความรับผิดของบริษัทที่ขายทรัพย์สินหนีหลังแพ้คดี คือไม่ควรมีอายุความแค่ 10 ปี คุณมีเงินเมื่อไหร่ก็ตามได้เมื่อนั้น กำหนดโทษต่อเจ้าหน้าที่และที่รัฐเลยแล้วก็ไม่ตรวจสอบรับฟังข้อคิดเห็นอย่างเป็นธรรม
6.) การคุ้มครองตามสังคมและความปลอดภัย ต้องมีมาตรการป้องกันการคุกคาม ทุกรูปแบบ รวมถึงการติดตามการข่มขู่ด้วย ให้ชุมชนมีสิทธิเลือกทนายเอง และมีระบบสนับสนุนความปลอดภัย เพราะว่าพอไปโรงพักก็มีทนายอยู่และยัดเยียดทนายให้
7.) ต้องมีศาลสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อสาธารณะ
- ประเด็นการลงทุนข้ามพรมแดนและบรรษัทข้ามชาติ
สดใส สร่างโศรก : เครือข่ายจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง
กรณีการข้ามพรมแดนและบริษัทข้ามชาติก็เป็นประเด็นที่เป็นโศกนาฏกรรมและหายนะที่เกิดกับประเทศชาติ ทั้งจากภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสาน ซึ่งเรามี 5 ประเด็น เช่น กลุ่มที่อยู่ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่บนเขื่อนแม่น้ำโขง เหมืองแร่ Rare Earth ในสาละวิน และแม่น้ำสาขา และกรณีโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษของภาคใต้ และกรณีของเหมืองแร่โปแตช อำเภอด่านขุนทด โครงการเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งทั้ง 5 โครงการที่เกิดขึ้นก็มีทั้งโครงการที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นผลกระทบต่อประชาชนและบางโครงการก็กำลังจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสถานการณ์ก็จะขอนำเสนอสถานการณ์ที่เป็นภาพรวม
สถานการณ์ภาพรวม ชุมชนได้รับผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และเกษตรกรรม จากการลงทุนของทั้งจีนและของบริษัทข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นทั้งแม่น้ำโขงสายหลักแล้วก็เหมืองแร่พม่า ซึ่งก็จะมีการเสนอให้สร้างโครงการเขื่อนอย่างต่อเนื่อง อย่างกรณีภาคใต้อีก 20 เขื่อน และก็มีกรณีเหมืองแร่โปแตช และยังมีโครงการที่เกิดผลกระทบต่อสุขภาพต่อกลุ่มชาติพันธุ์ และส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มไร้สัญชาติใน กรณีแม่น้ำสาละวิน โดยเฉพาะกับกลุ่มเสี่ยงผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หรือใช้น้ำดื่มเข้าตรวจพบสารพิษที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ยัง มีการออกกฎหมายที่เอื้อให้แรงจูงใจให้มาลงทุนโดยให้มีกฎหมายเช่าที่ดินได้ถึง 99 ปี มีการละเมิดการทำกฎหมายต่อสิ่งแวดล้อม อย่างที่เหมืองแร่ มีการแอบขุดเจาะระเบิดทั้งที่ไม่มีปรากฏใน EIA บริษัทและผู้ถือหุ้นเกี่ยวข้องกับกลุ่มสีเทาและโปรแกรมเมอร์ข้ามชาติที่ถือหุ้นในประเทศไทยด้วย และมีการข่มขู่คุกคามแกนนำเช่นในกรณีเหมืองแร่ด่านขุนทด เป็นการละเมิดสิทธิประชาชนในพื้นที่ด้วยการใช้กรณีการมีส่วนร่วมโดยการหลีกเลี่ยงการทำ EIA ในพื้นที่ บริษัทเอกชนและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไม่รับผิดชอบ และยังจะนำเอาเงินภาษีมาเยียวยาประชาชน เช่น กรณีเขื่อนไซยะบุรี ได้รับผลกระทบอันนี้ก็ยังไม่มีการเยียวยา หรือมีการพูดถึงซึ่งก็เป็นประเด็นที่จะเอาเงินของประเทศชาติมาใช้ทั้งที่ผู้ลงทุนนั้นคือบริษัทข้ามชาติ
(Presentation) เขื่อนในแม่น้ำโขงมีทั้งตอนบน (จีนสร้างแล้ว 12 เขื่อน) และตอนล่าง (กำลังจะสร้างอีก 11 เขื่อน) เขื่อนที่พวกเราเคลื่อนไหวที่จะให้ยุติในการก่อสร้างคือเขื่อนสานะคาม ปากแบง ปากลาย ภูงอย บ้านกุ่ม ปากชม นี่คือเขื่อนที่เรากำลังเคลื่อนไหวให้รัฐบาลยุติในการก่อสร้างเพราะว่าถึงรัฐบาลไม่รับซื้อเขื่อนเหล่านี้ เราก็ยังมีไฟฟ้าเพียงพอ อีกด้านหนึ่งก็จะเป็นภาพเหมืองแร่ Rare Earth ที่เกิดขึ้นในลาวและเกิดผลกระทบทำให้สารพิษไหลลงมาในแม่น้ำโขง นี่ก็จะเป็นภาพที่พี่น้องได้รับผลกระทบจากเหมืองโปแตซที่อำเภอด่านขุนทด ซึ่งกระทบต่อทางบ้านเรือนและที่อยู่ทำกินของพี่น้องและก็ผู้ที่ออกมาปกป้องก็ได้รับการคุกคาม
ส่วนอีกภาพหนึ่งก็จะเป็นภาพระเบียนเศรษฐกิจภาคใต้ แล้วก็มีข้อเสนอในเรื่องของการทำ EIA มันจะต้องให้ผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้ที่ไม่มีผลประโยชน์ในการทำ EIA เพราะโครงการใหญ่ๆ แบบนี้มีการ Copy วางเกิดขึ้น มีการนำข้อมูลคนละพื้นที่ไปใช้ อีกด้านหนึ่งก็จะเป็นภาพการทำทางเรียบในแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งพี่น้องก็ต่อสู้จนศาลปกครองระงับการก่อสร้างไว้ก่อน แต่ว่าทั้ง กทม. และมหาดไทยยังหลีกเลี่ยงเอาโครงการนี้ไปสร้างจากด้านหน้าเป็นด้านหลังอันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านของเรา
เพราะฉะนั้นเราก็จะมีข้อเสนอ คือ รัฐต้องมีกลไกในการติดตามตรวจสอบกำกับดูแลภาคธุรกิจและภาคธนาคารผู้ให้กู้ในต่างประเทศ ซึ่งต้องมีการบังคับที่เป็นผู้กระทำและมีบทลงโทษที่ชัดเจน
ทบทวนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในแผน PDP ซึ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมและยุติการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ เขาบอกว่าจะซื้อไฟฟ้าจากลาว 3,500 เมกะวัตต์ เรามีไฟฟ้าเหลือเกินซึ่งมันนำมาซึ่งการเสียค่าไฟแพง เรามีไฟฟ้าสำรองเกิน 40% ยกเลิกเพียงแค่ 3,500 เมกะวัตต์ ประวัติก็ไม่กระทบต่อการใช้ไฟในประเทศไทย ก็ไม่กระทบต่อการใช้ไฟในประเทศไทย แต่ประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะเราจะไม่ต้องจ่ายค่าไฟแพง รัฐบาลต้องสนับสนุนการสร้างพลังงานทางเลือก
รัฐและเอกชนจะต้องแก้ปัญหาเก่าให้เสร็จ เช่น กรณีจะสร้างเขื่อนใหม่แม่น้ำโขงที่จังหวัดอุบลราชธานี
“เขื่อนปากมูล 30 กว่าปีแล้วที่รัฐบาลยังไม่แก้ปัญหา แต่กำลังจะเอาปัญหาใหม่มาให้กับพี่น้องทั้งที่คนที่ได้รับผลกระทบคนแรกจากการสร้างเขื่อนภูงอย ก็คือ กลุ่มพี่น้องปากมูล”
กรณีสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงจะต้องมีกระบวนการรับฟังปรึกษาหารือล่วงหน้า เพื่อจะต้องได้รับการยินยอมจากประชาชน ที่ผ่านมามันเป็นเพียงเวทีที่จะแจ้งให้ทราบว่าจะมีการสร้างเขื่อนที่ลาวตรงไหนบ้างแค่นั้นเอง
ข้อเสนอต่อไปรัฐจะต้องปฏิรูปใน การทำ EIA หรือ SEA ต้องมีการปรับปรุงประเมินผลให้มีคุณภาพที่เป็นสากล จะต้องทำอย่างที่เรียนว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน รัฐจะต้องปรับปรุงกลไกหรือยุติกลไกระหว่างประเทศในอาเซียนที่จะส่งผลกระทบในระดับภูมิภาค โดยไม่ให้มีสภาพเพียงเป็นเวทีแจ้งให้ทราบจะต้องยุติกลไกนี้
“รัฐจะต้องยกระดับเรื่องสิทธิสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะประเด็นเรื่องสิทธิของแม่น้ำ ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ประชาชนจะต้องสามารถฟ้องแทนแม่น้ำ แทนปลาได้”
บริษัทที่เป็นเจ้าของโครงการจะต้องเอากำไรจากกองทุนจากตัวเองที่ได้มาเป็นกองทุนเยียวยาไม่ใช่การใช้ภาษีของเรา
ข้อเสนอต่อไปรัฐต้องทบทวนผลกระทบและความคุ้มทุนของโครงการต่างๆ ในทุกมิติก่อนที่จะดำเนินโครงการใดๆ และข้อเสนอต่อไปจะต้องทบทวนการออกกฎหมายพิเศษอย่าง เช่น พ.ร.บ. SEC ที่ภาคใต้หรือว่ากฎหมายที่ไปยกเว้นกฎหมายหลายกฎหมายที่คุ้มครองพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสิทธิ แรงงาน และสิ่งแวดล้อม
ข้อต่อไปรัฐจะต้องยกเลิกและยุติโครงการที่ไม่ได้มีความเห็นชอบตามประชาชน ก็คือต้องฟังเสียงจากประชาชน
รัฐและเอกชนจะต้องให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในกระบวนการศึกษาหารือโดยยึดหลักในการคำนึงถึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพื้นที่ ไม่ใช่แค่กลุ่มท้องถิ่นเท่านั้น แต่ต้องรับฟังทุกกลุ่ม หน่วยงานในพื้นที่จะต้องทำให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์เข้าถึงข้อมูลได้ เพราะจะต้องมีการเยียวยาแก่ชุมชนและผู้ได้รับผลกระทบ และรัฐบาลและเอกชนจะต้องเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ต้องคำนึงถึงทุกกลุ่มชนไม่ใช่เพียงแค่ท้องถิ่น และจะต้องตรวจสอบย้อนกลับไปที่ความเข้มแข็งและโปร่งใสในข้อจำกัด และระงับการนำสินค้าเข้าที่มันจะเกิดผลกระทบต่อพี่น้องที่ข้ามพรมแดนมา
รัฐจะต้องจัดทำรายงานผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างมีมาตรฐาน โดยเฉพาะผลกระทบที่ผู้จัดทำต้องเป็นผู้ที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและก็สิ่งนี้ก็สำคัญสถาบันทางการเงินจะต้องมีนโยบายและก็ยอมรับเรื่องการร้องเรียนจากผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องกำหนดมาตรการที่เป็นข้อบังคับและรับผิดชอบต่อผู้เยียวยาอย่างเป็นธรรม
“รัฐบาลต้องผลักดันให้ผู้ที่ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ในกรณีมลพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำโขงรัฐบาลจะต้องเป็นผู้เจรจาให้กับประเทศต้นทางยุติการทำเหมืองแร่ รัฐบาลจะต้องมีการตรวจสอบติดตามยึดทรัพย์กรณีบริษัทหรือผู้ถือหุ้นที่ก่อให้เกิดกระบวนการข้ามชาติ”






