เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (8 สิงหาคม) ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ได้รับเอกสารคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ของศาลอาญา รัชดา กรุงเทพมหานคร ในคดีความระหว่าง บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู๊ด จำกัด เป็นโจทก์ ฟ้อง นายวันชัย พุทธทอง ผู้ก่อตั้งและผู้ใช้ชื่อ “สื่อเถื่อน ข่าว” เป็นจำเลย ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

คดีนี้ สืบเนื่องจากเพจเฟซบุ๊ก (Facebook Page) ที่ใช้ชื่อว่า “สื่อเถื่อน ข่าว” ได้มีการนำเสนอข่าวสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด – 19) ในพื้นที่จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2564 โดยการพิมพ์ข้อความพร้อมภาพลงในเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “สื่อเถื่อน ข่าว” ซึ่งมีข้อความโดยสรุปว่า

จังหวัดสงขลามีรายงานว่า พนักงานโรงงานสยามอินเตอร์ พนักงานหญิง ชาวพม่า อายุ 51 ปี ที่ถูกกักบริเวณไว้ในแคมป์คนงานมีอาการป่วย จึงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุการณ์ดังกล่าวพนักงานโรงงานชาวพม่า สะท้อนความรู้สึกว่า พวกตนเองไม่ได้รับความดูแลทางการแพทย์ที่สมควรจะเป็น ไม่มีการตรวจการคัดกรอง หาเชื้อโควิดในกลุ่มพวกเขาอย่างทั่วถึง ทำให้การวินิจฉัยโรคล่าช้าจนเกิดการเสียชีวิต เป็นการดูแลสองมาตรฐานที่ต่างจากคนไทย ซึ่งได้รับการตรวจหาเชื้อโควิดแทบทุกคน และเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2564 “สื่อเถื่อน ข่าว” ได้พิมพ์ข้อความว่า สงขลาติดเชื้อโควิด ขึ้นอันดับ 5 ของประเทศ และได้ลงภาพบริเวณสถานที่โรงงานโจทก์

โดยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 นายวันชัย พร้อมด้วยทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ได้เดินทางไปฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งศาลเห็นว่า

ตามคำฟ้อง ข้อ 2.1 คือ การรายงานข่าว แรงงานพม่าติดเชื้อโควิดเสียชีวิตและการสะท้อนของแรงงานพม่าที่ไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด รวมถึงการจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และคำฟ้อง ข้อ 2.2 คือ การรายงานข่าวสงขลาติดเชื้อโควิดอันดับ 5 ของประเทศ และมีภาพประกอบของโรงงานโจทก์นั้น เป็นการรายงานข่าว เนื้อหาโดยรวมของข่าวถูกต้องตรงตามความจริง เป็นการรายงานข่าวตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงข่าว และสำนักข่าวอื่น ก็ได้มีการรายงานข่าวกรณีเดียวกันนี้เช่นเดียวกัน และเป็นการรายงานข่าวในฐานะสื่อมวลชนทั่วไป ทำให้สมาชิกเพจข่าวและประชาชนทราบเหตุการณ์ ช่วยกันควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคม

“การกระทำของจำเลยดังกล่าว ถือว่าไม่มีเจตนาที่จะใส่ความโจทก์ให้เสียชื่อเสียง แต่เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยที่จำเลยชอบที่จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3)”

ส่วนข้อความ “การตรวจโควิด-19 จำนวนแรงงานพม่าไม่น้อยที่ยังไม่ได้รับการตรวจ เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่าย เหตุใดไม่ทราบได้นั้น”

ศาลเห็นว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ต้องเป็นการใส่ความคือ การแสดงข้อเท็จจริงเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย โดยจะต้องเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงด้วย แต่ข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการตั้งคำถามผู้เกี่ยวข้องถึงเหตุที่ไม่ตรวจเชื้อโควิด-19 ให้แก่พนักงานพม่าทุกคน

“เห็นว่าข้อความดังกล่าวไม่มีลักษณะใส่ความโจทก์ ในเรื่องร้ายอันจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328”

พิพากษา ยกฟ้อง!

อ่านเพิ่มเติม https://www.facebook.com/photo/?fbid=6017050108409688&set=a.629358417178911

ในเวลาต่อมาคือ 4 มิถุนายน 2568 ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว และมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คือ พิพากษายกฟ้องนายวันชัย พุทธทอง หลังจากนั้นในวันเดียวกันนายวันชัย ก็ได้เปิดเผยกับทาง CRC ว่า ตนนำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นการแจ้งเตือนให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งก็เป็นการทำหน้าที่ของสื่อ คือถ้าอีกฝ่ายบอกว่าไม่จริง เขาก็ต่อสู้ เมื่อผลออกมาแบบนี้มันก็ว่าไปตามหลักฐานและข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็เป็นการยืนยันว่า ตนได้ทำหน้าที่ในบทบาทสื่อมวลชน เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์ แจ้งเตือนเรื่องราว ให้สังคมได้รับรู้รับทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้น และเป็นการทำหน้าที่สื่อมวลชนปกติ ซึ่งคำพิพากษาก็อธิบายในทำนองนี้ ก็คือเป็นการทำหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชน แม้ว่าจะเป็นสื่อทางเลือกหรือสื่ออิสระก็ตาม

อ่านเพิ่มเติม https://crcthai.org/archives/5441

สำหรับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ 208/2567 , คดีหมายเลขแดงที่ 27721/2567 ได้ระบุว่า

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทต่างกรรมต่างวาระ จำเลยกระทำผิดครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2564 และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2564 สำหรับการกระทำของจำเลยเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2564 โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยพิมพ์ข้อความพร้อมภาพลงในเฟซบุ๊กตามฟ้อง (เอกสารหมาย จ.๕) อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ เห็นว่า ข้อความดังกล่าวบางส่วนแม้อ่านแล้วเข้าใจได้ว่ามีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในโรงงานของโจทก์ และพนักงานหญิงชาวพม่าของโจทก์เสียชีวิตจากเชื้อโควิด-19 จำนวน 1 คน แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่นายปิยะ เหาตะวานิช พยานโจทก์เบิกความรับว่าเป็นความจริง และเมื่ออ่านข้อความทั้งหมดแล้วไม่อาจเข้าใจได้ว่าเป็นการกล่าวหาโจทก์ว่าไม่จัดการตรวจพนักงานชาวต่างชาติเพื่อคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 ตามโจทก์บรรยายฟ้อง

โดยข้อความดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบในการตรวจการคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 คือผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา สาธารณสุขจังหวัดสงขลาและโรงพยาบาลจะนะ ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้มีหน้าที่ต้องจัดหาค่าใช้จ่ายในการตรวจ หากไม่มีค่าใช้จ่ายในการตรวจก็ต้องจัดหามา ส่วนข้อความที่พาดพิงถึงโจทก์ว่า หรือโรงงานเองต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการตรวจให้พนักงงานโรงงาน ซึ่งส่วนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีความชัดเจนหรือกระทรวงสาธารณสุขต้องกำชับลงมานั้น ไม่อาจตีความหมายตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าหมายความว่าการเสียชีวิตของพนักงานชาวพม่านั้น เกิดจากโจทก์ไม่มีเงินค่าใช้จ่ายหรือโจทก์ไม่ต้องการจ่ายเงินในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้แก่พนักงงานชาวต่างชาติ เพราะหากมีความหมายเช่นที่โจทก์กล่าวอ้างย่อมมีผู้ที่ได้อ่านข้อความและเห็นภาพแสดงความเห็นในเพจเฟซบุ๊กของจำเลยตำหนิโจทก์ในข้อนี้บ้าง แต่ข้อความที่แสดงความเห็นจำนวนมากไม่มีผู้ใดเข้าใจผิดว่าการเสียชีวิตของพนักงานของโจทก์ก็ดี การตรวจพนักงานของโจทก์เพื่อหาเชื้อโควิด-19 ก็ดี เป็นความรับผิดชอบของโจทก์ กลับเห็นกันว่าเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานสาธารณสุขของทางราชการ ทั้งยังแสงความเห็นเกี่ยวกับโจทก์ในด้านดีว่า โจทก์ดูแลพนักงานชาวพม่าเป็นอย่างดี โจทก์ลงทุนจ้างแพทย์นอกเวลาเพื่อดูแลพนักงานโจทก์จัดให้คนงานอยู่ในระบบประกันสังคมทั้งหมดและพนักงานของโจทก์มีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ทั้งเหตุแห่งการเสียชีวิตของพนักงานของโจทก์เกิดจากแพทย์ที่ไม่ยอมออกไปตรวจ

เมื่อได้ความดังกล่าวมา ข้อความที่จำเลยพิมพ์พร้อมภาพเมื่อวันที่ วันที่ 13 มิถุนายน 2564 จึงไม่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ สำหรับการกระทำของจำเลยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2564 โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยพิมพ์ข้อความโดยลงภาพโรงงานของโจทก์ (เอกสารหมาย จ.๗) อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ ทำให้ผู้เห็นภาพเข้าใจว่าโรงงานของโจทก์มีพนักงานติดเชื้อโควิด-19 อีก ซึ่งความจริงแล้วไม่มี เห็นว่า ข้อความตามเอกสารหมาย จ.๗ ระบุว่า ในห้วงเดือนที่ผ่านมามีการระบาดในโรงงานอุตสาหกรรมและในชุมชนเป็นหลัก ทำให้มีจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 12,000 คนแล้ว ไม่มีข้อความใดกล่าวถึงโจทก์ แม้จะมีภาพประตูและรั้วโรงงานของโจทก์อยู่ท้ายข้อความข่าวก็เป็นเพียงภาพเล็กๆ ประกอบข่าว ไม่มีข้อความหรือป้ายที่ระบุชื่อบริษัทโจทก์ คนทั่วไปไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นโรงงานของโจทก์ ทั้งเนื้อหาของข่าวที่เกี่ยวกับการระบาด นายปิยะพยานโจทก์เบิกความรับว่าเป็นข่าวสารที่ปรากฏอยู่ในจังหวัดสงขลาอยู่แล้ว ไม่มีข้อความระบุเจาะจงว่าบริษัทโจทย์มีผู้ติดเชื้อโควิด-19

เมื่อฟังไม่ได้ว่าข้อความตามเอกสารหมาย จ.๗ จำเลยมีเจตนากล่าวถึงโจทก์ ทั้งข้อความไม่มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทผู้ใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 , 328 และพิพากษายกฟ้องมานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขั้น พิพากษายืน.

อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ : https://crcthai.org/wp-admin/admin-ajax.php?juwpfisadmin=false&action=wpfd&task=file.download&wpfd_category_id=456&wpfd_file_id=5566&token=eac79a968832c0ea245ef0c602df7a52&preview=1

ล่าสุดช่วงบ่ายวันนี้ (13 สิงหาคม) นายธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี ทนายความและกรรมการมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ได้ติดต่อสอบถามความคืบหน้าของคดีไปยังศาลอาญา ปรากฏว่า ทางฝ่ายโจทก์ไม่ได้ยื่นฎีกา และไม่ได้ขอขยายเวลายื่นฎีกา

“เพราะฉะนั้นคดีถึงที่สุดแล้ว” ทนายธีรพันธุ์ แจ้งความคืบหน้าของคดี

ย้อนคำให้สัมภาษณ์การฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ในคดีนี้

นายธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี ทนายความและกรรมการมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และนายวันชัย พุทธทอง ผู้ก่อตั้ง “สื่อเถื่อน” ได้เคยให้สัมภาษณ์กับทาง CRC เกี่ยวกับการฟ้องปิดปากในคดีนี้ไว้

นายธีรพันธุ์ ทนายความและกรรมการมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน มีข้อสังเกตเกี่ยวกับคดีนี้ด้วยว่า อยากจะชวนวิเคราะห์ คือ คดีนี้โรงงานของโจทก์ รวมถึงสำนักงานต่างๆ ของเขาอยู่ที่จังหวัดสงขลา ส่วนตัวจำเลยเองก็เป็นผู้สื่อข่าวอิสระในท้องถิ่น ซึ่งก็เป็นที่รู้จักกันอยู่ว่า มีที่พักอาศัยอยู่ในจังหวัดสงขลา และบรรดาพยานในคดีนี้ส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นพนักงานของโจทก์ ซึ่งก็มีที่พัก มีที่ทำงาน และที่อยู่อาศัยที่จังหวัดสงขลา แต่ปรากฏว่าคดีนี้เขามอบอำนาจให้ตัวแทนของเขาในกรุงเทพฯ มาฟ้องคดีที่กรุงเทพฯ ซึ่งมันส่งผลต่อจำเลยในการที่จะต้องเดินทางไกลมาถึงกรุงเทพฯ หลายครั้งกว่าจะเสร็จสิ้นคดี

“อันนี้มันก็น่าสังเกตว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ที่จะต้องการสร้างภาระในการต่อสู้คดีเพิ่มขึ้นให้แก่จำเลยหรือเปล่า เพราะมันก่อให้เกิดภาระ เกิดค่าใช้จ่าย ซึ่งมันต้องแบกรับมากกว่าการต่อสู้คดีที่สงขลา” ทนายธีรพันธุ์ กล่าว

ด้านนายวันชัย ก็ได้กล่าวสำทับว่า เราไม่ได้มีการเกลียดชังกันโดยส่วนตัว แต่เขาเอาวิธีการฟ้องคดีมาใช้ ทำให้ผมต้องเสียเวลา เสียต้นทุน และเสียทรัพยากรหลายอย่างเลย ซึ่งมันไม่ควรเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นใช่ไหม เพราะว่าสิ่งที่สื่อมวลชน หรือผู้สื่อข่าวทำ คือการนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นให้สังคมได้รับรู้ รับทราบ

ถ้าสื่อมวลชนไม่ตระหนัก และเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นสื่อมวลชนก็จะเฉยไม่กล้านำเสนอข่าว เพราะกลัวจะโดนฟ้องสังคมก็จะเสียโอกาส เสียผลประโยชน์ ดังนั้น มันต้องพิจารณาคดีแบบนี้กันใหม่หรือไม่ ในมุมของกฎหมายเราจะปรึกษาหารือเรื่องนี้กันอย่างไร เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว หากใครไม่พอใจและเห็นว่าตัวเองจะได้รับผลกระทบโดยไม่ได้สนใจข้อเท็จจริง ก็คือฟ้องไว้ก่อน ไม่ได้สนใจเหตุผล ข้อเท็จจริง ไม่ได้สนใจแพ้หรือชนะ แต่จะฟ้องเพื่อปิดปาก

“จริงๆ แล้ว ภาคธุรกิจจะต้องตระหนักเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญใช่ไหมครับ ซึ่งมีเงื่อนไข มีข้อตกลงอยู่ในส่วนของภาคธุรกิจด้วยเรื่องพวกนี้ แต่ว่าไม่ได้ทำกัน” ผู้ก่อตั้งสื่อเถื่อน กล่าว

ด้านทนายธีรพันธุ์ ก็มีข้อเสนอในกรณีนี้ว่า กรณีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาซึ่งโจทก์อาจจะสามารถแจ้งความดำเนินคดีในหลายพื้นที่ ผมคิดว่ามันควรจะมีการแก้ไขกฎหมาย คือบีบให้แคบลง กล่าวคือ แม้ว่ากรณีเช่นนี้จะถือว่าเหตุมันเกิดขึ้นทั่วประเทศก็จริงอยู่ แต่ว่าควรจะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการกั่นแกล้งกัน เพราะว่าอย่างทุกวันนี้บางทีไปแจ้งความกันที่นราธิวาสบ้าง ไปแจ้งความกันที่เชียงรายหรือเชียงใหม่บ้าง เพื่อให้เป็นภาระการเดินทางไป ซึ่งมันควรจะมีจุดยึดโยงกับโจทก์หรือจำเลยว่าให้แจ้งความในท้องที่ที่ผู้เสียหายอยู่ หรือไม่ก็ท้องที่ที่จำเลยอยู่

ถ้าเกิดว่ามันเกี่ยวพันหลายท้องที่ก็ให้บีบให้มันแคบลง แม้จะถือว่าเหตุการณ์ถึงทั่วประเทศก็แจ้งความได้ทั่วประเทศ แต่ต้องยึดโยงกับหนึ่งอาจจะเป็นที่อยู่ของของผู้เสียหายของผู้ที่แจ้งความ หรือที่อยู่ของฝ่ายจำเลย หรือที่พยานหลักฐานส่วนใหญ่อยู่

“อย่างคดีนี้พยานหลักฐานส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดสงขลาด้วยซ้ำไป ซึ่งเป็นท้องที่เดียวกับที่จำเลยอยู่มันก็ควรจะแจ้งความดำเนินคดีกันที่นั่น มันไม่มีเหตุที่ควรจะมาดำเนินคดีกันที่ศาลอาญาเพราะมันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับใครเลย” ทนายธีรพันธุ์ เสนอ

ข่าวอื่นๆที่คุณอาจจะสนใจ