
วันนี้ (16 ธันวาคม) เวลา 10.00 น. ศาลปกครองอุดรธานี กำหนดนัดอ่านผลแห่งคำพิพากษาคดีฟ้องฟื้นฟูลำพะเนียง กรณีที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการขุดขยายลำน้ำ คือลำพะเนียง จ.หนองบัวลำภู จำนวน 63 ราย ยื่นฟ้องกรมชลประทาน และกรมเจ้าท่า (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-2) ต่อศาลปกครองอุดรธานี ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2556 เพื่อขอให้หน่วยงานรัฐร่วมกับชาวบ้านดำเนินการฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขุดลอกระหว่างปี 2546-2550

โดยมีนายสะพรั่ง ขุริมนต์ ผู้ฟ้องคดีที่ 1, นางลำพูล ขุริมนต์ ผู้ฟ้องคดีที่ 15 และนายวิเชียร ศรีจันทร์นนท์ ผู้ฟ้องคดีที่ 52 พร้อมด้วยนายวีรวัฒน์ อบโอ ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดี เดินทางมาศาลในวันนี้
หลังรับฟังผลแห่งคำพิพากษา นายวีรวัฒน์ อบโอ ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ได้สรุปประเด็นที่ศาลวินิจฉัยในคำพิพากษาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดี 2 ละเลยต่อหน้าที่ที่จะต้องฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ถูกทำลายไปจากการดำเนินการขุดลอกลุ่มน้ำลำพะเนียงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 หรือไม่
โดยมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้น 2 ประเด็น คือ
ประเด็นแรก การดำเนินการขุดลอกลำพะเนียงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 (กรมชลประทาน และกรมเจ้าท่า) มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการขุดลอกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
โดยศาลเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะเนียงโดยทำการขุดลอกและขยายลุ่มน้ำอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้อำนาจและกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น พ.ร.บ.กรมชลประทานหลวง พ.ศ.2485 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545 และพ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 รวมถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547
ประเด็นที่สอง การขุดลอกลุ่มน้ำลำพะเนียงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 ได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในบริเวณดังกล่าวหรือไม่ หากทำลายผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 มีหน้าที่ที่จะต้องฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ถูกทำลายไปจากการดำเนินโครงการขุดลอกลำน้ำและขยายลุ่มน้ำลำพะเนียงหรือไม่ โดยศาลเห็นว่า จากวิธีการดำเนินการในการขุดลอกลุ่มน้ำลำพะเนียงดังกล่าวย่อมมีการเปลี่ยนแปลงลุ่มน้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติเดิมให้กลายสภาพเป็นพื้นที่ที่มีแต่พื้นดินที่ทำการถมตกแต่งใหม่ รวมถึงความกว้างของท้องน้ำและปากบนน้ำมีการขยายมากกว่าเดิม อันเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบริเวณลุ่มลำน้ำพะเนียงเดิมที่มีการขุดลอก แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบผลประโยชน์และผลเสียที่เกิดขึ้นจากการขุดลอกดังกล่าว จึงเห็นว่า การขุดลอกมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่การป้องกัน และบรรเทาอุทกภัย การส่งน้ำสำหรับพื้นที่การเกษตร และการอุปโภคบริโภค อันเป็นผลประโยชน์สาธารณะที่มีมากกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น จากผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ บริเวณลุ่มน้ำลำพะเนียง
ส่วนเรื่องการฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกิดความเสียหายนั้นเมื่อพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 และพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 97 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่ลงโทษบุคคลที่เป็นเอกชน ที่ได้กระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลายหรือเสียแก่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐ โดยไม่ได้มีผลบังคับกับหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกิดความเสียแต่อย่างใด
ในกรณีคำขอเรื่องการจัดตั้งกองทุนสำหรับฟื้นฟูฯ ศาลเห็นว่า ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงการคลังในการจัดตั้งกองทุนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 เมื่อไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 ในการจัดกองทุนสำหรับฟื้นฟูฯ ศาลจึงไม่มีอำนาจกำหนดคำบังคับสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 ดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้
สรุปก็คือพิพากษายกฟ้อง

นอกจากนี้ทนายวีรวัฒน์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนความคิดเห็นของตนเกี่ยวกับเรื่องคดีที่ศาลมองว่า ความเสียหายแม้จะเกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจริง แต่เมื่อเทียบกับประโยชน์สาธารณะที่ได้รับถถือว่า ผลประโยชน์สาธารณะที่ได้รับมีมากกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพยากร ในส่วนนี้มันไม่น่าจะถูกต้องเพราะว่า โครงการนี้เห็นชัดเจนว่า ชาวบ้านหรือชุมชนไม่ได้รับผลประโยชน์จากการขุดลอกคลองนี้ เพราะฉะนั้นความเสียหายที่มันเกิดขึ้นกับทรัพยากรตนคิดว่ามันสำคัญที่สุดที่ศาลควรนำมาเป็นประเด็นพิจารณา
“ถ้าทรัพยากรไม่ถูกทำลาย ชาวบ้านยังจะได้ใช้ทรัพยากรจากตรงนั้นได้อีก ซึ่งผลประโยชน์ที่ชุมชนได้รับมันสอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนมากกว่าโครงการที่รัฐพยายามออกแบบให้”
นายสะพรั่ง ขุริมนต์ กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำลำพะเนียง ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีที่ 1 กล่าวว่า หากการขุดลอกลุ่มน้ำลำพะเนียงเป็นประโยชน์สาธารณะมากกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสภาพแวดล้อมและธรรมชาติจริง ทำไมชลประทานไม่ทำการขุดลอกตลอดทั้งสายน้ำลำพะเนียงตั้งแต่อำเภอนาด้วง จังหวัดเลย ถึงเขื่อนอุบลรัตน์ ระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร ทำไมเลือกขุดลอกเฉพาะบริเวณหมู่บ้านของตน (ตำบลบ้านขาม อำเภอเมืองหนองบัวลำภู) และหมู่บ้านใกล้เคียง ระยะทาง 57 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันผลกระทบก็เกิดขึ้นอย่างชัดเจนคือ หน้าฝนน้ำท่วม หน้าแล้งน้ำแห้ง ลำน้ำไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง ส่วนการต่อสู้ทางคดีก็คงต้องสู้กันต่อไป จนกระทั่งหมดลมหายใจแล้วให้คนอื่นมาเดินต่อ

“การที่ฟ้องคดีเราไม่ได้ฟ้องเพื่อตนเอง เราฟ้องเพื่อคนในชุมชน ซึ่งหลายหมู่บ้าน หลายตำบลได้รับผลกระทบ แล้วมอบอำนาจมาให้พวกเราต่อสู้คดีในวันนี้ แพ้หรือชนะมันไม่ใช่ปัญหา ขอให้เราได้สู้ เพื่อให้ลูกให้หลานได้รู้ว่าคดีนี้พ่อแม่ปูย่าตายายเคยไปฟ้องมาแล้ว ผลแพ้ชนะอย่างไรเขาก็จะเล่าขานกันต่อไป” พ่อสะพรั่ง กล่าว
ทั้งนี้ ตามกระบวนการคู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษา ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 15 มกราคม 2569


